🍵 ขายของในแกร็บ (Grab) มีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง? 2025

เราแชร์ประสบการณ์ตรงแบบไม่มีกั๊ก!

หลายคนอาจสงสัยว่า… ขายของใน Grab ต้องเสียค่าอะไรบ้าง?

วันนี้มาเล่าให้ฟังแบบละเอียด จากประสบการณ์ตรงของแม่ค้าเล็ก ๆ ในคอนโดคนหนึ่ง 👇

เราเพิ่งลองเปิดร้าน จะครบ1เดือนไม่กี่วันนี้แล้วจ้า เราขายน้ำชาเคลแบบเย็นพร้อมดื่ม (มีทั้งออริจินอลและสูตรผสมผลไม้)

แถมยังมี สลัดแครอท กับ เคลกรีกโยเกิร์ต ด้วย แวะชมและสั่งได้นะคะ 🥰

ขายอยู่ในคอนโด ข้อดีคือไม่ต้องเสียค่าเช่าร้าน แต่! ค่าใช้จ่ายในแอป Grab นั้น…บอกเลยว่าไม่เบา 🫣

1️⃣ ค่าคอมมิชชันแพลตฟอร์ม

อันนี้เลี่ยงไม่ได้เลย โดยปกติจะอยู่ที่ 32.1% ซึ่งจะ คำนวณจากราคาสินค้าที่ลดแล้ว (หลังหักส่วนลดที่ร้านให้ลูกค้าแล้วนะ ไม่ใช่จากราคาปกติ)

2️⃣ ค่าส่วนลดที่ร้านจัดเอง

ถ้าเราจัดโปร ลดราคาสินค้าเอง เช่น ลดจาก 100 บาท เหลือ 90 บาท ส่วนลด 10 บาทนี้ร้านต้องรับผิดชอบเองเต็ม ๆ ไม่มีใครช่วยออก

3️⃣ ค่าคอมมิชชันแบบก้าวขึ้น (Tiered Commission)

อันนี้จะโดนหักเพิ่มอีก ประมาณ 4.3% ซึ่งก็จะคิดจากราคาหลังหักส่วนลดอีกเช่นกัน ถึงตอนสมัครจะไม่เห็นชัด ๆ ว่ามี แต่ตอนโดนหักจริงคือมีทุกออเดอร์

4️⃣ ค่าธรรมเนียมการตลาด (Marketing Fee)

ถ้าเข้าร่วมแคมเปญของ Grab เช่น Flash Deal, แคมเปญลดราคาแรง ๆ จะถูกหักเพิ่มอีก 26.8% และจะคิดจากราคาที่ลดแล้วเหมือนกันนะ (ไม่ใช่ราคาป้าย!)

แถมยังต้องรับผิดชอบส่วนลดเพิ่มเติมที่อยู่ในแคมเปญด้วย เช่น ลด 30% ลูกค้าจ่าย 70 บาท ร้านอาจจะได้แค่ไม่กี่สิบหลังจากหักทุกอย่าง 🥲

5️⃣ ค่าโฆษณา (Search Ads)

ถ้าเราสร้างโฆษณาให้ร้านขึ้นหน้าแรกเวลาลูกค้าค้นหา จะมีค่าใช้จ่ายตรงนี้อีก โดยจะหักก็ต่อเมื่อลูกค้าคลิกค้นหาแล้วสั่งซื้อจริง

📌 สรุป:

รวมค่าใช้จ่ายต่าง ๆ แล้ว บางครั้งสูงถึง 63.2% จากราคาขายเลยทีเดียว!

และที่สำคัญคือ… ค่าหักเหล่านี้ไม่ได้คิดจากราคาป้าย แต่คิดจาก ราคาหลังหักส่วนลด ทั้งสิ้น

🍃 อย่างร้านเราก็ตั้งราคาเผื่อไว้แล้วนะ แต่พอโดนหักจริง ๆ ยังหายไปเยอะกว่าที่คิด

โชคดีว่ายังมีกำไรอยู่ ถึงจะน้อยกว่าที่วางแผนไว้ แต่ก็ยังดีกว่าขาดทุนเนอะ ✌️

และถึงแม้จะมีเรื่องให้ต้องคำนวณเยอะ แต่ทุกครั้งที่เสียงออเดอร์เข้ามา…มันทำให้ใจเต้นและยิ้มได้เสมอ 💚 สนุก และมีความสุขกับสิ่งที่ทำอยู่ค่ะ

ใครกำลังจะเปิดร้านในแกร็บ อย่าลืมคำนวณต้นทุน + ค่าใช้จ่ายเหล่านี้ให้ละเอียดนะคะ จะได้ไม่ช็อกตอนสรุปค่าใช้จ่าย 😅

#แชร์ประสบการณ์ #แกร็บฟู้ด #ขายของในคอนโด #แม่ค้ามือใหม่ #น้ำชาเคล

เขตวัฒนา
2025/8/7 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมหลายคนทักมาถามต่อว่า “ขายของในแกร็บ ได้เงินยังไง?” กับ “ค่าธรรมเนียมการตลาด Grab คืออะไร” เลยขอมาเล่าแบบที่เราเจอจริง ๆ ตอนเปิดร้านเล็ก ๆ (ของเราขายเครื่องดื่มเคล/สลัด/โยเกิร์ต แบบพร้อมส่ง) เผื่อช่วยให้คำนวณง่ายขึ้นค่ะ 1) ขายของใน Grab ได้เงินยังไง (เงินเข้าตอนไหน) โดยปกติ Grab จะรวบรวมยอดขาย แล้วหักค่าใช้จ่ายต่าง ๆ (เช่น คอมมิชชั่น/ค่าธรรมเนียม/ค่าแคมเปญ/ค่าโฆษณา) ก่อนสรุปเป็น “รายได้สุทธิ” ของร้าน จากนั้นถึงโอนเข้าบัญชีที่เราผูกไว้ตามรอบการจ่ายเงินของร้านค้าในระบบ (แนะนำให้เช็กในแอป/พอร์ทัลร้านค้าว่า “รอบตัดยอด-รอบโอน” ของเราคือวันไหน) วิธีที่เราใช้กันพลาดคือ ทุกครั้งที่ทำโปรหรือเข้าร่วมแคมเปญ ให้เปิดดูหน้าสรุปยอดหลังบ้านเทียบกับออเดอร์จริง จะเห็นเลยว่าเงินหายตรงไหนบ้าง 2) ค่าธรรมเนียมการตลาด (Marketing Fee) คืออะไร อธิบายแบบเข้าใจง่าย: มันคือ “ค่าร่วมโปร/ค่าเข้าถึงทราฟฟิก” ของแคมเปญในแอป เช่น Flash Deal หรือโปรลดแรง ๆ ที่ทำให้ร้านเราไปโผล่ในหน้าแคมเปญ/หน้าแนะนำ ซึ่งจะถูกหักเพิ่มจากยอดขายของออเดอร์ที่เข้าร่วมแคมเปญนั้น ๆ และส่วนใหญ่ยังคิดจาก “ราคาหลังหักส่วนลด” อีกที เลยทำให้รายได้สุทธิยิ่งบาง ถ้าเพิ่งเริ่ม แนะนำให้ลองเข้าทีละแคมเปญและตั้งงบ/ตั้งเป้าชัด ๆ ไม่งั้นขายดีแต่กำไรหายค่ะ 3) ร้านค้า Grab หักกี่เปอร์เซ็นต์ (ทำไมบางออเดอร์เหมือนโดนหนัก) เปอร์เซ็นต์ที่โดนหักจริงจะเปลี่ยนตามว่าเรา - ตั้งส่วนลดหน้าร้านเองไหม - เข้าแคมเปญที่มีค่าธรรมเนียมการตลาดไหม - เปิดโฆษณา Search Ads ไหม ดังนั้น “หักกี่เปอร์เซ็นต์” ไม่มีเลขเดียวตายตัว ต้องดูเป็นเคสต่อเคส แต่ทริคของเราคือทำชีต/โน้ตสั้น ๆ ต่อเมนู: ราคาขายหน้าร้าน → หัก GP → หัก Tiered → หัก Marketing (ถ้าเข้า) → หัก Ads (ถ้าใช้) แล้วค่อยสรุปกำไรต่อแก้ว/ต่อกล่อง จะช่วยตัดสินใจได้ว่าควรดันเมนูไหน 4) สมัครแกร็บร้านค้าเสียค่าอะไรบ้าง (สิ่งที่ควรเตรียมไว้) ค่า “สมัคร” อาจไม่ได้เหมือนกันทุกช่วง/ทุกประเภท แต่ของที่ควรเตรียมแน่ ๆ คือค่าแพ็กเกจจิ้ง (แก้ว/ขวด/ถุง/สติ๊กเกอร์โลโก้ร้านเรา เช่นของเราติดชื่อแบรนด์บนขวด), ค่าวัตถุดิบเผื่อเด้งออเดอร์, และงบเผื่อทำรูปเมนูให้ดูน่ากด (สำคัญมากสำหรับร้านใหม่) 5) ขายอาหารใน Grab ดีไหม 2568 (จากมุมแม่ค้ามือใหม่) ข้อดีคือได้ออเดอร์โดยไม่ต้องมีหน้าร้าน แต่ข้อที่ต้องยอมรับคือค่าธรรมเนียมรวมอาจสูง ทำให้เหมาะกับเมนูที่ “ต้นทุนไม่บาน + ทำไว + แพ็กส่งง่าย” เช่น เครื่องดื่มสุขภาพ/สลัด/โยเกิร์ตแบบพร้อมทานที่เราทำอยู่ ถ้าใครคิดจะเริ่ม ลองเริ่มจากเมนูทำกำไร 2–3 ตัวก่อน แล้วค่อยขยายค่ะ 6) ไอเดีย “ขายอะไรในแกร็บดี” สำหรับร้านเล็กในคอนโด จากที่ลองเอง เมนูที่เวิร์กคือ - ของพร้อมดื่ม/พร้อมทาน (ลดเวลารอไรเดอร์) - เมนูสุขภาพที่แตกต่าง (เช่น เครื่องดื่มเคลแบบเย็น/สลัดแครอท/เคลกรีกโยเกิร์ต) - เซ็ตคู่ (เครื่องดื่ม + สลัด) เพื่อเพิ่มบิลเฉลี่ยและช่วยรับมือค่าหัก สุดท้ายอยากย้ำอีกครั้ง: ก่อนกดเข้าร่วมแคมเปญไหน ให้ลองคำนวณ “รายได้สุทธิ” จำลองก่อน 1 ออเดอร์ จะช่วยให้เราไม่ช็อกตอนปิดยอด และตั้งราคาได้แบบอยู่รอดจริงค่ะ

ค้นหา ·
ขายของใน grab