Automatically translated.View original post

Share the fish eye before waving. Bye-bye.

Before being dissected, endured for a year before the doctor was weak to dissect, because the drug was gradually cut, then every time to get the antibiotics back to eat, how to not heal once.. The nurse who helped to watch when we did said that there is no way to come back, because the doctor had a lot of tickles and quills until he really came to know that the doctor does not want to dissect because the wound heals very slowly, do not hit the water for 1 month and have to make the wound every day until the wound is completely closed.# Treat fish eyes

2025/8/4 Edited to

... Read moreหลายคนถามเราบ่อยมากว่า “ตาปลาที่เท้า” ถ้ารักษาเองแล้วไม่หาย ต้องผ่าตัดเลยไหม และผ่าตาปลาเจ็บไหม/กี่วันหาย เราขอสรุปแบบภาษาคนเคยผ่านจริงให้ค่ะ (เผื่อใครกำลังตัดสินใจ) 1) ตาปลากับหูดต่างกันยังไง (อันนี้สำคัญก่อนรักษา) - ตาปลา: มักเกิดจากแรงกด/เสียดสีซ้ำๆ จุดเดิมๆ (รองเท้าคับ เดินลงน้ำหนักผิด) จะเป็นก้อนแข็งๆ มี “แกน” ตรงกลาง กดแล้วเจ็บเหมือนเข็มตำ และมักอยู่บริเวณรับน้ำหนัก เช่น ฝ่าเท้า/ส้น - หูดที่เท้า: เกิดจากเชื้อไวรัส ผิวจะดูขรุขระ บางทีเห็นจุดดำเล็กๆ (เส้นเลือดฝอย) และเจ็บเวลา “บีบด้านข้าง” มากกว่า ถ้าเป็นหูด การจี้/รักษาอาจคนละแบบกับตาปลาเลย 2) ทำไมบางเคสหมอไม่อยากผ่า เราเพิ่งเข้าใจทีหลังว่าแผลบริเวณฝ่าเท้าหายช้ากว่าที่อื่น เพราะเป็นจุดที่ต้องลงน้ำหนักเดินตลอด โอกาสแผลแยก/อักเสบจะสูงกว่า และมักต้องดูแลแผลละเอียด ห้ามโดนน้ำช่วงแรกๆ ด้วย 3) ผ่าตาปลาเจ็บไหม? ตอนทำส่วนใหญ่จะมีการฉีดยาชา (เจ็บจี๊ดๆ ช่วงฉีด) หลังจากนั้นระหว่างทำจะรู้สึกตึงๆ/ถูกดันมากกว่าเจ็บจริง พอหมดชาอาจปวดหน่วงได้ ซึ่งของเราหมอให้ยาแก้อักเสบ/ยาแก้ปวดกลับบ้าน ช่วยได้เยอะ 4) ผ่าตาปลา กี่วันหาย? จากประสบการณ์เรา “แผลแห้งและปิดสนิท” ใช้เวลาหลายสัปดาห์ และต้องทำแผลทุกวันช่วงแรกๆ บางคนตัดไหมประมาณ 10–14 วัน (ของเราก็ใกล้เคียง) แต่ไม่ได้แปลว่าหายสนิท 100% ทันที เพราะผิวรอบๆ ยังแห้ง ลอก และต้องระวังการลงน้ำหนักต่ออีกระยะ โดยเฉพาะถ้าแผลอยู่ตำแหน่งที่เดินเหยียบตลอด 5) ดูแลแผลผ่าตาปลา (สิ่งที่เราอยากบอกก่อนผ่า) - ห้ามโดนน้ำตามที่หมอสั่ง (ของเราถูกกำชับเรื่อง 1 เดือนแบบจริงจัง) อาบน้ำต้องหุ้มกันน้ำให้แน่น - ทำแผลทุกวัน: ล้างแผล/ทายา/ปิดก๊อซให้แห้งสะอาด เปลี่ยนผ้าก๊อซเมื่อชื้นหรือสกปรก - พยายามลดการลงน้ำหนัก: ถ้าเลี่ยงไม่ได้อย่างน้อยใส่รองเท้านิ่มๆ พื้นหนา หรือใช้แผ่นรองลดแรงกด (ถามหมอก่อน) - สังเกตสัญญาณอักเสบ: บวม แดง ร้อน ปวดมากขึ้น มีหนอง/กลิ่น/ไข้ ควรกลับไปโรงพยาบาลทันที - ระวัง “แผลแยก”: เราเคยเจอช่วงเดินปกติแล้วแผลแยก ทำให้หายช้าขึ้นมาก บทเรียนคืออย่าชะล่าใจแม้จะรู้สึกว่าเริ่มดีแล้ว 6) เรื่องราคา/ประกันสังคม/โรงพยาบาลรัฐ คำถามนี้คนค้นหาเยอะมาก แต่ราคาจะขึ้นกับโรงพยาบาลและวิธีรักษา แนะนำให้โทรถามแผนกศัลยกรรม/ผิวหนังของโรงพยาบาลที่สะดวกก่อน ส่วนประกันสังคม/สิทธิรักษา บางเคสอาจต้องให้แพทย์ประเมินว่าเข้าเกณฑ์หัตถการหรือไม่ และทำที่โรงพยาบาลตามสิทธิ สุดท้าย ถ้าตาปลากลับมาเป็นซ้ำ ส่วนใหญ่เกิดจาก “แรงกดจุดเดิม” มากกว่ารากเหลือไม่หมด ดังนั้นหลังแผลหาย เราแนะนำให้เช็กเลยว่ารองเท้ากัดไหม เดินลงน้ำหนักเอียงหรือเปล่า และดูแลผิวฝ่าเท้าไม่ให้แห้งแตก จะช่วยลดโอกาสกลับมาเป็นได้ค่ะ