YSL Y EDP ถ้าต้องมีน้ำหอมบลูติดบ้านสักขวด ต้องเป็นกลิ่นนี้แหละ🍏

เราควรต้องมีน้ำหอมบลูสักขวดติดบ้านไว้เสมอ เชื่อผมมั้ย? ทำไมผมถึงบอกแบบนี้? แล้วทำไมผมเลือก YSL Y EDP 🤔

.

ความต้องการของคนรักน้ำหอมแบบเรามันไม่สิ้นสุด ตัวจบไม่มีอยู่จริงเพียง 1-2 ขวด มันจะมีกลิ่นที่แปลกใหม่และทำให้เราตกหลุมรักได้เสมอ ยิ่งถลำลึกลงไปในโลกของน้ำหอม น้ำหอมที่เราเลือกใช้มันก็จะเริ่มเข้าใจอยากขึ้นสำหรับคนอื่น จนบางครั้งมันก็มีแค่เราที่เข้าใจน้ำหอมตัวนั้น แล้วก็ใช้ว่าน้ำหอมทุกตัวจะฉีดได้ทุกโอกาส 🥹

.

มันจะมีน้ำหอมประเภทนึงที่หอมได้เเทบจะทุกโอกาส และทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย จะบอกว่ามันหอมและเข้าใจมันได้ง่าย นั่นคือน้ำหอมบลู ตัวอย่างเช่นกลิ่นยอดฮิตของน้ำหอมประเภทนี้ที่คนนิยมใช้กัน คือ Dior Sauvage, Bleu De Chanel, YSL Y แม้กลิ่นมันจะโหล แต่มันคือความโหลที่เป็นเซฟโซน กันตายได้ดีสำหรับคนใช้ บางตัวผู้หญิงใช้ได้และดูเท่ด้วย✨

.

ไม่ว่าใครก็ต้องผ่านมือผ่านจมูกมากันแล้วแหละ 3 ตัวที่เกลิ่นไป ผมก็ด้วย เพราะมันโหลมาก ใครที่บอกไม่เคยได้กลิ่นผมไม่เชื่อครับ โม้! แค่คุณอาจจะยังไม่รู้ว่ากลิ่นนี้คือน้ำหอมตัวไหน สำหรับผมจากใน 3 กลิ่นยอดฮิตนี้ ผมเลือก YSL Y EDP ที่ได้ไปต่อและซื้อติดบ้านไว้ตลอดถ้ามันหมด 🍏

.

YSL Y EDP จะเปิดกลิ่นนำด้วยแอปเปิ้ลเขียวหอมๆ หวานๆ ไม่เปรี้ยวมากจากเลม่อน เย็นอ่อนๆ ซ่านิดเดียวจากขิง และมีความสะอาดสดชื่นเหมือนเจลอาบน้ำ มีความอโรมาติกเบาๆ และมีความหวาน หอมนุ่ม ไม้บางๆ จากพวกแอมเบอร์วูด ตองก้าบีน ไม้ซีด้า โดยรวมคือฉีดแล้วหล่อ สะอาด หอมหวาน นุ่มนวล กระจายตัวดี และที่สำคัญคือติดทนมาก บนเสื้อผ้านี่ข้ามวันได้เลย ให้ภาพแบบวัยรุ่นวัยทำงานที่ดูแลตัวเองดี เเต่งตัวสบายๆ ไม่ทางการมาก มีความเฟรนลี่ขี้เล่นเหมือนจะเจ้าชู้แต่ไม่นะเตง 👏🏻

.

ในไลน์ Y จริงๆ มีหลายตัวมาก แต่ทำไมถึงต้องเป็น EDP ล่ะ จริงๆ EDT ก็โอเคนะ กลิ่นคล้ายกัน สะอาดกว่า โปร่งกว่า กระจายตัวดีกว่า หอมสดชื่นกว่า ทนน้อยกว่านิดเดียวหวังผล 8 ชม. ได้เหมือนกันก็จริง แต่ความครอบคลุมในการใช้มันต่างกัน EDT ภาพจะออกเป็นวัยรุ่นติดเล่นเน้นฉีดสดชื่นๆ หวังผลระยะสั้น (แต่ก็ไม่สั้นนะ) ได้ดีมากกว่าในความคิดผมนะ แต่เดลี่ยูสสบาย ฉีดออกกำลังกายดีแต่ไม่ไหวกับเหงื่อเท่าไหร่ ผ่านไปนานๆ สกินเซ้นท์🌤️

.

Y EDP จะใช้ได้หลายโอกาสกว่าเหมาะกับการแต่งตัวหลายแบบกว่า เพราะมันกลิ่นชัดกว่าและเข้มกว่า เรียนได้ ทำงานได้ ประชุมได้ เที่ยวกลางวันได้ เที่ยวกลางคืนได้ ไปหาลูกค้าได้ ฉีดออกกำลังกายได้ ได้แทบจะทุกโอกาส เพราะมันทนร้อนทนเหงื่อไหว และเพอฟอร์แมนซ์ดีในอากาสเย็น กลิ่นยังคงเดิมแม้จะอยู่ที่ไหนอุณหภูมิเท่าไหร่มันก็หอมเหมือนเดิม แต่ถ้าเป็นตัวที่เข้มกว่าอย่าง Le Parfum อันนี้จะขรึมแล้ว ทึบขึ้น แน่นเกิน หวานเพิ่ม อากาศร้อนจะไม่รอดเอา ไม่ได้ใช้ได้ทุกโอกาสขนาดนั้น✨

.

ที่สำคัญคือตัว EDP กลิ่นมันเฟรนลี่มาก ไม่ทำร้ายจมูกใคร ผญ ดมก็หอมง่าย สำหรับผมมันโอเคที่สุดในน้ำหอมบลูยอดฮิตที่จับต้องได้ง่าย คือความตรงกลางไม่เรียบหรูสกินเซ้นท์ไปเหมือน Bleu De Chanel และไม่พุ่งแรงและแห้งเหมือน Dior Sauvage และมันคือกลิ่นที่แฟนผมที่โคตรจะไม่ชอบดมน้ำหอมและเวียนหัวง่ายมากๆ ยอมดมและซื้อให้ผมในวันพิเศษ และเขาก็ยอมรับว่ามันดมง่าย สะอาด ไม่เวียนหัว ถึงขนาดที่อยู่กับเขาแล้วผมฉีดกลิ่นอื่นไม่ได้ต้องเป็นกลิ่นนี้เขาถึงไม่บ่นผม 🥹🍏

.

อย่างไรก็แล้วแต่ น้ำหอมเป็นเรื่องนานาจิตตัง น้ำหอมบลูก็เช่นเดียวกัน ไม่ได้บอกว่าน้ำหอมบลูตัวอื่นไม่ดี ก็ดีทุกกลิ่น มีเอกลักษณ์ต่างกันขึ้นอยู่กับว่าชอบแบบไหน แต่สำหรับผม YSL Y DEP คือน้ำหอมบลูที่พอดี หอมสะอาด และคนอื่นชอบได้ง่ายดมได้ง่าย ไม่ต้องเป็น YSL L EDP ก็ได้ แต่ควรมีน้ำหอมบลูติดบ้านไว้กันตายสักขวดจริงๆ ครับ เผื่อวันใดเราเบื่อหรือชินชากับน้ำหอมตัวอื่นๆ ในบ้าน หรือไม่รู้จะฉีดกลิ่นไหน น้ำหอมบลูนี่แหละจะเป็นขวดที่คุณหยิบมาฉีดได้ง่ายๆ โดยที่ไม่ต้องคิดอะไรมากเลย🌤️

#น้ำหอมชาย #รีวิวน้ำหอมผู้ชาย #รีวิวน้ําหอม #ysly #yslyeaudeparfum

5/17 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมหลายคนเสิร์ชหา “YSL EDP” แล้วลังเลว่า YSL Y EDP มันเหมาะกับเราไหม/คุ้มไหม เพราะคำว่า EDP ในโลกน้ำหอมมันแปลว่าเข้มขึ้น ทนขึ้น แต่ไม่ได้แปลว่าหนักหรือฉุนเสมอไป สำหรับขวดสีน้ำเงินเข้มอย่าง YSL Y EDP จุดที่ผมว่ามันทำให้เป็น “น้ำหอมบลูติดบ้าน” คือความบาลานซ์ระหว่างความสะอาดแบบเจลอาบน้ำกับความหวานนุ่มที่ทำให้ดูหล่อแบบเข้าถึงง่าย สิ่งที่ผมสังเกตเวลาฉีดจริงในชีวิตประจำวัน: ช่วงเปิดกลิ่นจะให้ฟีลแอปเปิ้ลเขียวสดๆ คลีนๆ มีความเย็นนิดๆ แล้วค่อยๆ นุ่มลงเป็นโทนไม้และความหวานละมุน (แนวแอมเบอร์วูด/ตองก้าบีน) ข้อดีคือคนรอบตัว “จับกลิ่นได้ง่าย” ไม่ต้องเป็นสายดมจริงจังก็ยังบอกว่าหอม และโทนนี้เข้ากับทั้งเสื้อยืด-เชิ้ต ไปจนถึงลุคทำงาน ถ้าคุณกำลังตัดสินใจเพราะกลัวฉุนหรือเวียนหัว ผมแนะนำให้เริ่มจากจำนวนสเปรย์ก่อนเลย: กลางวันทำงาน/เรียน 2–3 สเปรย์พอ (คอ 1 + หลังหู 1 หรือคอ 1 + หน้าอก 1) ถ้าต้องออกไปข้างนอกทั้งวันค่อยเพิ่มเป็น 4 สเปรย์ โดยเน้น “ฉีดบนเสื้อ” 1 จุด เพราะตัวนี้ติดผ้าดีมากและให้กลิ่นนิ่งขึ้น ไม่ฟุ้งกระแทกจมูกคนใกล้ๆ เรื่องอากาศก็สำคัญกับคำว่า YSL EDP เหมือนกัน: อากาศร้อนหรือเหงื่อออก ผมจะเลี่ยงฉีดหนักๆ ที่คอ แล้วไปลงเสื้อแทน กลิ่นจะดูสะอาดและคุมโทนบลูได้ดีขึ้น ส่วนห้องแอร์/กลางคืน ตัวนี้จะยิ่งหอมหวานนุ่มขึ้นนิดเดียว ทำให้ดูอบอุ่นขึ้นโดยไม่เลี่ยนง่าย ถ้าคุณมีน้ำหอมหลายขวดแล้ว แต่ยังไม่มี “ขวดกันตาย” ผมมองว่า YSL Y EDP เป็นตัวที่หยิบใช้ได้บ่อยสุดในวันที่ไม่อยากคิดเยอะ: ไปประชุม ไปเจอลูกค้า ไปเดต ไปคาเฟ่ หรือวันสบายๆ ก็ยังรอด แนะนำให้ลองที่ผิวก่อนซื้อเสมอ แล้วดูว่าโทนแอปเปิ้ลเขียว-ความสะอาดแบบบลูนี้เข้ากับสไตล์คุณไหม แต่ถ้าชอบแนวสุภาพหล่อสะอาด ขวดสีน้ำเงินเข้มนี้มีโอกาสสูงมากที่จะเป็นตัวจบสาย YSL EDP ของหลายคน

ค้นหา ·
ysl edp ผู้ชาย