รีวิวนั่งรถไฟความเร็วสูงจาก Beijing —> Shanghai 🚆🇨🇳

สวัสดีค่ะ วันนี้ป้าจะมารีวิวการเดินทางจาก Beijing ไป Shanghai โดยใช้รถไฟความเร็วสูง ระยะทางประมาณ 1,318 กิโลเมตร

ซึ่งนั่งรถไฟฟ้าความเร็วสูงใช้เวลา 5 ชั่วโมง

1. การจองตั๋ว

จองล่วงหน้า: ตั๋วรถไฟเปิดให้จองล่วงหน้าได้ 15 วัน แนะนำให้จองทันทีที่เปิดโดยเฉพาะช่วงวันหยุดตั๋วจะเต็มไว้มาก

ช่องทางการจอง:

1.Klook+Trip.com (แนะนำสำหรับชาวต่างชาติ): ใช้งานง่าย รองรับบัตรเครดิตไทยและมีภาษาอังกฤษ มีค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม

2.12306 (App/Website ทางการ): ไม่มีค่าธรรมเนียม แต่อาจต้องใช้เวลาตรวจสอบข้อมูลพาสปอร์ต 1-3 วันในครั้งแรก ต้องยืนยันตัวตนในระบบถึงจะซื้อได้

3.ซื้อที่เจ้าหน้าที่ ที่สถานี

💺ประเภทที่นั่ง:

1.Second Class: ราคาประหยัด ที่นั่งแบบ 3+

= ราคาประมาณ3,000

2.First Class: ที่นั่งกว้างกว่า แบบ 2+2 มีที่วางเท้า

=ราคาประมาณ5,000

3.Business Class: ที่นั่งปรับนอนได้ 180 องศา มีบริการอาหารและเครื่องดื่มฟรี

= ราคาประมาณ 11,000

*ตั๋วยืนมีนะ สำหรับคนอยากไปจริงๆ แต่ไม่สามารถนั่งได้ เพราะทุกที่นั่งระบุคนนั่งไว้หมดแล้ว

2. สถานีต้นทางและปลายทาง

ปักกิ่ง: ส่วนใหญ่จะขึ้นที่ สถานี Beijing South (北京南站)

เซี่ยงไฮ้: ส่วนใหญ่จะลงที่ สถานี Shanghai Hongqiao (上海虹桥站) ซึ่งอยู่ติดกับสนามบินหงเฉียว หรือบางขบวนอาจลงที่สถานี Shanghai Station (上海站) ซึ่งอยู่ใกล้ใจกลางเมือง

3. การเตรียมตัวในวันเดินทาง

🛂เอกสาร: ใช้เพียง พาสปอร์ตตัวจริง (ไม่ต้องใช้ตั๋วกระดาษ) พาสปอร์ตจะทำหน้าที่เป็นตั๋วอิเล็กทรอนิกส์ในการสแกนเข้าสถานีและขึ้นรถไฟ ต่อแถวช่องที่มีเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่จะสแกน Passport ให้เราเอง

⏱️เวลา: ควรไปถึงสถานีอย่างน้อย 45-60 นาที ก่อนเวลาเดินทาง เนื่องจากต้องผ่านการตรวจความปลอดภัย (Security Check) ที่เข้มงวดคล้ายสนามบิน สถานนีรถไฟเปิด-ปิด 05.00- 24.00 น.

🚪ประตูทางเข้า (Gate): ตรวจสอบหมายเลข Gate จากหน้าจอในโถงผู้โดยสาร หรือในแอปที่จองมา ประตูจะปิดก่อนรถออกประมาณ 5 นาที จะมี 2 ฝั่ง A และ B ดูเลขตู้ของเรา และต่อแถวให้ถูกช่อง

4. บนรถไฟ

ระยะเวลาเดินทาง: รถไฟขบวน "G" (Fuxing Hao) ที่เร็วที่สุดจะใช้เวลาประมาณ 4 ชม. 18 นาที ถึง 5 ชม.

สิ่งอำนวยความสะดวก: มีปลั๊กไฟใต้ที่นั่ง (บางรุ่น), ตู้เสบียงขายอาหารและเครื่องดื่ม, และน้ำร้อนฟรีสำหรับชงบะหมี่หรือชา

🌟ข้อควรระวัง:

-ควรสะกดชื่อ-นามสกุลให้ตรงตามพาสปอร์ตทุกตัวอักษรตอนจอง

-หากเดินทางในช่วงเทศกาล เช่น วันชาติจีน (ต้นเดือนตุลาคม) หรือตรุษจีน ตั๋วจะเต็มเร็วมาก

😂หากไปไม่ทันรอบรถไฟที่จองไว้

หากรถไฟออกไปแล้ว คุณสามารถ "เลื่อนตั๋ว" (Reschedule) ไปยังขบวนถัดไปได้ภายในวันเดินทางเดียวกัน โดยให้ติดต่อเจ้าหน้าที่ ที่หน้าเค้าเตอร์

🚆ประเภทรถไฟความเร็ว

1. ขบวนรหัส "G" (Gaotie - 高铁)

ความเร็ว: วิ่งสูงสุดประมาณ 300 - 350 กม./ชม.

จุดเด่น: มีขบวนที่เรียกว่า "Fuxing Hao" (复兴号) ซึ่งเป็นรุ่นใหม่ล่าสุด ใช้เวลาเดินทางน้อยที่สุด (ประมาณ 4 ชม.ครึ่ง)

ที่นั่ง: มี 3 ระดับ คือ Business Class (หรูสุด), First Class และ Second Class

เหมาะสำหรับ: คนที่ต้องการความรวดเร็วและเดินทางในตอนกลางวัน

2. ขบวนรหัส "D" (Dongche - 动车)

เป็นรถไฟความเร็วสูงขนาดรองลงมา มักใช้ในเส้นทางที่สั้นกว่า หรือวิ่งข้ามคืน

ความเร็ว: วิ่งสูงสุดประมาณ 200 - 250 กม./ชม.

จุดเด่น: เส้นทางปักกิ่ง-เซี่ยงไฮ้ จะมีขบวน "D" ที่เป็น ตู้นอน (Sleeper) วิ่งตอนกลางคืน

ที่นั่ง: มีทั้งแบบที่นั่งปกติ และแบบเตียงนอน (Soft Sleeper)

#เดินทางในจีน #รถไฟความเร็วสูงจีน #ปักกิ่ง #เซียงไฮ้ #รถไฟจีน

5/6 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมจากประสบการณ์จริงในการเดินทางโดยรถไฟความเร็วสูงระหว่างปักกิ่งไปเซี่ยงไฮ้ ฉันอยากแชร์ข้อคิดเห็นและเคล็ดลับเพิ่มเพื่อช่วยให้การเดินทางของทุกคนสะดวกและประทับใจมากขึ้นค่ะ 1. เรื่องการจองตั๋ว แนะนำให้รีบจองตั้งแต่ระบบเปิดขายวันแรก เพราะตั๋วเต็มเร็วมาก โดยเฉพาะช่วงเทศกาลสำคัญของจีน เช่น ตรุษจีนหรือวันชาติจีน นอกจากนี้ การจองผ่าน Klook หรือ Trip.com จะเหมาะมากสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ไม่สะดวกใช้ระบบ 12306 โดยตรง เนื่องจากรองรับภาษาอังกฤษและบัตรเครดิตไทย 2. ในวันที่เดินทาง ควรเผื่อเวลาไปถึงสถานีก่อนเวลารถไฟออกอย่างน้อย 1 ชั่วโมง เนื่องจากสถานี Beijing South ใหญ่และมีมาตรการตรวจสอบความปลอดภัยเข้มข้นคล้ายสนามบิน ต้องผ่านสแกนสัมภาระและตรวจพาสปอร์ต ซึ่งจะช่วยลดความเครียดและไม่พลาดเที่ยวรถไฟ 3. เรื่องสัมภาระ ในกรณีที่มีสัมภาระขนาดใหญ่ เช่นกระเป๋าเดินทางขนาด 24 นิ้วขึ้นไป แนะนำให้เลือกที่นั่งชั้น First Class หรือ Business Class เพราะจะมีที่เก็บกระเป๋าใหญ่และสะดวกสบายกว่า หากนำกระเป๋าใหญ่ขึ้นขบวน Second Class อาจลำบากในการจัดเก็บ 4. บนรถไฟความเร็วสูง สิ่งอำนวยความสะดวกถือว่าดีมาก ทั้งน้ำร้อนสำหรับชงบะหมี่หรือชา ปลั๊กไฟสำหรับชาร์จอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และตู้เสบียงขายอาหารและเครื่องดื่ม แม้ว่าจะเป็นระยะเวลาเดินทางไม่เกิน 5 ชั่วโมง ก็เพียงพอสำหรับกินอาหารรองท้องและพักผ่อนได้ดี 5. สำหรับคนที่ไม่ทันรถไฟที่จองไว้ ไม่ต้องกังวลมาก เพราะสามารถติดต่อเคาน์เตอร์บริการเพื่อเลื่อนตั๋วไปขบวนถัดไปภายในวันเดียวกันได้ ถือเป็นจุดที่ดีของระบบรถไฟจีนที่ยืดหยุ่นและช่วยให้นักเดินทางไม่เสียเที่ยว 6. การสะกดชื่อและข้อมูลต้องตรงกับพาสปอร์ตทุกประการ เพื่อป้องกันปัญหาในการตรวจตั๋วและขึ้นรถไฟ นอกจากนี้ควรเก็บพาสปอร์ตไว้กับตัวตลอดเวลา เพราะจะใช้เป็นตั๋วอิเล็กทรอนิกส์สำหรับผ่านประตูและขึ้นรถไฟ 7. สถานีปลายทาง Shanghai Hongqiao อยู่ติดกับสนามบินและเชื่อมต่อเครือข่ายรถไฟใต้ดินอย่างดี ทำให้การเดินทางต่อในเมืองเซี่ยงไฮ้สะดวกมาก หากลงสถานี Shanghai Station หากต้องการไปใจกลางเมืองก็ง่ายเช่นกัน โดยสรุปแล้วการนั่งรถไฟความเร็วสูงระหว่างปักกิ่งและเซี่ยงไฮ้เป็นทางเลือกที่สะดวก รวดเร็ว และน่าใช้บริการมาก เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการประหยัดเวลาและสัมผัสเทคโนโลยีการเดินทางอันทันสมัยของจีนค่ะ

ค้นหา ·
รถไฟความเร็วสูง ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้