Automatically translated.View original post

# How to choose a kindergarten for children (us)

Finding a school suitable for children is not easy.

It's a broken world problem for many mothers.

And this is the factor that our home chooses for our children.

1. Close to home, close to hospital 🏡🏥

- We can get to you as quickly as possible.

The fastest in an emergency, such as a fever, an accident.

2. Teaching landscape

- We need to think about a plan.

Which way do you want your children to go?

Grade 1 Where do you want to enter?

School plans will follow. Some focus on activities.

Some of the academics are tightly organized. The academics are intense since 1st grade.

3. Places and teachers

- How kind is the teacher? Is the school safe? How easy can outsiders get in after 09: 00? Lock the door. Is there a bathroom in it? What kind of cleaning system?

4. Term

- This is very important. Don't pay the tuition that makes us too tense. Leave money to take your children on trips because learning outside the classroom is equally important.

1/14 Edited to

... Read moreนอกจาก 4 ข้อหลักที่บ้านเราใช้เลือก (ใกล้บ้าน/ใกล้โรงพยาบาล, แนวการสอน, สถานที่และครูผู้สอน, ค่าเทอม) เราแนะนำให้ลองเพิ่ม “เช็กลิสต์ตอนพาไปดูโรงเรียน” จะช่วยตัดสินใจได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะคนที่กำลังลังเลระหว่างอนุบาลกับเนอสเซอรี่ 1) ดูตารางกิจวัตรจริงใน 1 วัน สิ่งที่เราอยากรู้คือ เด็กได้เล่นจริงไหม ได้ออกสนามเด็กเล่นทุกวันหรือเปล่า มีกิจกรรมกลางแจ้ง/ในร่มสลับกันไหม เพราะบางที่บอกว่าเน้นกิจกรรม แต่พอไปดูจริงเด็กอยู่ในห้องเยอะมาก ถ้าลูกเราชอบขยับตัว การได้เล่นและทำกิจกรรม (เช่น เล่นน้ำ ทดลองวิทย์เล็กๆ งานศิลปะ) จะช่วยให้ปรับตัวได้ดี 2) อัตราส่วนครูต่อเด็ก และการดูแลรายบุคคล ถามตรงๆได้เลยว่าห้องนี้มีเด็กกี่คน ครูกี่คน มีผู้ช่วยครูไหม โดยเฉพาะเนอสเซอรี่ (เด็กเล็กมาก) เราจะสบายใจขึ้นถ้ามีคนดูแลพอ เวลาเด็กร้องไห้ ง่วง หรือไม่ยอมกินข้าว จะได้มีคนช่วยจริงๆ 3) ความปลอดภัยในโรงเรียน: ประตูรั้ว-จุดเสี่ยง-สนามเด็กเล่น เราให้คะแนนเรื่อง “คนนอกเข้าออกง่ายแค่ไหน” เยอะมาก บางที่มีระบบแลกบัตร/สแกนเข้าออก หรือหลัง 09:00 น. ล็อคประตูรั้ว ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงได้ดี ลองเดินสำรวจจุดเสี่ยง เช่น พื้นลื่น มุมโต๊ะ ของเล่นแตกง่าย หรือพื้นยางบริเวณสนามเด็กเล่นว่าดูแลดีไหม 4) สุขอนามัยและห้องน้ำ ลองสังเกตกลิ่นห้องน้ำ การทำความสะอาด ถังขยะ ผ้าเช็ดมือ รวมถึงถามว่าเด็กมีห้องน้ำในตัวไหม (สำคัญกับอนุบาล) และถ้าเป็นเนอสเซอรี่ มีมุมเปลี่ยนผ้าอ้อมที่สะอาด แยกโซนชัดเจนหรือเปล่า เรื่องนี้ส่งผลกับการป่วยบ่อยมาก 5) การสื่อสารกับผู้ปกครอง เราชอบโรงเรียนที่อัปเดตเป็นระบบ เช่น แจ้งกินข้าว/นอน/ขับถ่าย/กิจกรรมของวัน หรือส่งรูปกิจกรรมให้ดูบ้าง เพราะเราจะตามอาการลูกได้ทัน โดยเฉพาะช่วงปรับตัวแรกๆ ถ้าลูกมีไข้หรือเกิดอุบัติเหตุ โรงเรียนมีขั้นตอนโทรแจ้งและพาไปโรงพยาบาลอย่างไร ควรถามให้ชัด 6) ค่าใช้จ่ายแฝง + ชุดนักเรียน นอกจากค่าเทอม อย่าลืมถามค่าหนังสือ ค่ากิจกรรม ค่ารถรับส่ง ค่าอาหาร และ “ชุดนักเรียนอนุบาล” ต้องซื้อกี่ชุด มีชุดพละ/ชุดว่ายน้ำไหม บางบ้านอยู่ต่างจังหวัด เช่น อุบลฯ อาจอยากเช็กร้านที่มีชุดนักเรียนอนุบาลอุบลไว้ล่วงหน้า จะได้ไม่รีบตอนเปิดเทอม 7) ลองให้ลูกไปทดลองเรียน/เยี่ยมชมช่วงเวลาจริง ถ้าโรงเรียนมี trial day เราว่าคุ้มมาก เราจะเห็นเลยว่าลูกเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ไหม กล้าเล่นกับเพื่อนไหม สนามเด็กเล่นน่าดึงดูดหรือทำให้กลัว รวมถึงดูวิธีที่ครูปลอบและชวนเด็กทำกิจกรรม สุดท้าย เราใช้วิธีจดคะแนนแต่ละโรงเรียนเป็นข้อๆ แล้วเลือกที่ “เหมาะกับบ้านเรา” มากที่สุด ไม่จำเป็นต้องเพอร์เฟกต์ทุกด้าน แค่ปลอดภัย เด็กมีความสุข และค่าใช้จ่ายไม่ทำให้ครอบครัวตึงเกินไป เท่านี้ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีมากแล้วค่ะ