9 ปีผ่านไป สิ่งที่เปลี่ยนที่สุดไม่ใช่หน้าตา👧🏻

✨ 2017 vs 2026

การเติบโตในมุมของเรา ไม่ใช่หน้าตา แต่เป็นวิธีคิด 🌱

👧🏻 2017

ตอนนั้นเราอยู่มหาวิทยาลัยปีสุดท้าย เป็นคนติดเพื่อนมากกกก

ใครชวนไปไหนไปหมด แทบไม่เคยอยู่คนเดียว วันไหนไม่มีแพลน ไม่มีคนให้เจอ

จะรู้สึกเหงาและโดดเดี่ยวมาก ทั้งที่จริงๆ ก็ไม่รู้เหมือนกันว่ากำลังทำอะไร และตามหาอะไรอยู่

ใช้ชีวิตสนุกไปวันๆ

ไม่ได้มีเป้าหมายอะไรชัดเจน

ไม่ค่อยคิดเรื่องพัฒนาตัวเอง

ไม่เคยอ่านหนังสือ

ไม่เคยนั่งสมาธิ

และไม่เคยสังเกตแม้แต่ลมหายใจของตัวเอง

(เพิ่งรู้ตอนโตว่าการหายใจเข้า = พุงป่อง / หายใจออก = พุงแฟ่บ🥹)

🌿 2026

ผ่านมา 9 ปี เราเรียนรู้การใช้ชีวิตมากขึ้น โตขึ้น มองโลกกว้างขึ้น ได้เจออะไรเยอะขึ้น มีความคิดเป็นของตัวเองมากขึ้น ค่อยๆ รู้จักตัวเอง ใจดีกับตัวเอง และรักตัวเองมากขึ้น ทำให้มุมมองการใช้ชีวิตหลายๆ อย่างของเราเปลี่ยน

สิ่งที่เปลี่ยนไปมากคือ เราไม่ได้ติดเพื่อนเหมือนเมื่อก่อนแล้ว

ไม่ใช่ว่าเลิกคบเพื่อนนะ🤣 แต่เราเริ่มมีความสุขกับการอยู่คนเดียว ใช้ชีวิตคนเดียวมากขึ้น

จากเมื่อก่อนที่ต้องมีคนอยู่ด้วยตลอด ทุกวันนี้เรากลับชอบการได้อ่านหนังสือ นั่งเงียบๆ

อยู่กับความคิดตัวเอง เราเริ่มรู้ว่าตัวเองชอบอะไร ไม่ชอบอะไร

ระหว่างทางยังได้สร้างบริษัทกับแฟน

ได้ดูแลทีมงาน

และได้เรียนรู้บทเรียนอีกมากมายที่ทำให้เราโตขึ้น

ที่สำคัญ เราเรียนรู้ว่าการดูแลความรู้สึกของตัวเองสำคัญไม่แพ้กับการใส่ใจคนอื่นเลย 🤍

#lemon8girls #พัฒนาตัวเอง #selfimprovement #เปลี่ยนตัวเอง #howtoglowup

6/19 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมจากประสบการณ์ของผู้เขียนที่แชร์ผ่านบทความนี้ ทำให้เห็นว่าวิวัฒนาการของตัวเองไม่ได้ขึ้นอยู่กับรูปลักษณ์ภายนอกเท่านั้น แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือวิธีคิดและการพัฒนาตัวเองในเชิงลึก การเปลี่ยนแปลงจากปี 2017 ถึง 2026 นั้นสะท้อนให้เห็นว่าเมื่อคนเราเติบโต การมีความสุขในการอยู่คนเดียวและการทำความรู้จักกับตัวเองจะเพิ่มมากขึ้น จากที่เคยต้องพึ่งพาการอยู่กับเพื่อนตลอดเวลา กลายเป็นการเรียนรู้ที่จะชื่นชอบการอยู่กับความคิดตัวเอง และฝึกฝนทักษะต่างๆ เช่น การอ่านหนังสือ นั่งสมาธิ และสังเกตลมหายใจ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ช่วยให้เราสามารถเข้าใจและดูแลความรู้สึกตัวเองได้ดีขึ้น ในชีวิตจริง การทดลองและการยอมรับตัวเองเป็นกุญแจสำคัญที่จะนำไปสู่ความสุขและความสมดุลแท้จริง หลายคนอาจจะเคยติดอยู่กับสังคมหรือความคิดที่ต้องมีเพื่อนมากๆ เพื่อรู้สึกไม่โดดเดี่ยว แต่เมื่อถึงจุดหนึ่ง ความรู้สึกพอใจและความสุขจากการเรียนรู้และพัฒนาตนเองจะช่วยเติมเต็มช่องว่างนั้นได้มากกว่า แนวทางการพัฒนาตนเองที่ผู้เขียนเล่าถึง ได้แก่ การตั้งเป้าหมายใหม่ๆ เรียนรู้ที่จะรักตัวเองและใจดีกับตัวเองมากขึ้น รวมถึงการก้าวสู่ความรับผิดชอบใหม่ๆ เช่น การสร้างบริษัทและการดูแลทีมงาน ซึ่งนอกจากจะเป็นการเติบโตส่วนบุคคลแล้วยังช่วยให้มีความมั่นคงทางจิตใจและอาชีพ สุดท้ายแล้ว การมองย้อนกลับไปในช่วงเวลา 9 ปี ทำให้เราเข้าใจว่าการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่รูปลักษณ์ภายนอก แต่เป็นการเปลี่ยนผ่านของจิตใจและวิธีคิดที่ลึกซึ้งกว่ามาก นี่คือบทเรียนที่มีคุณค่าที่สุดที่เราควรให้ความสำคัญในชีวิตประจำวัน