ส่วนผสม

* ครีมชีส (อุณหภูมิห้อง) 500 กรัม

* น้ำตาลทราย 130 กรัม

* ไข่ไก่ เบอร์ 2 จำนวน 3 ฟอง

* วิปปิ้งครีม 250 กรัม

* แป้งข้าวโพด 15 กรัม

* กลิ่นวานิลลา 1 ช้อนชา

* เกลือ 1/4 ช้อนชา

* น้ำมะนาว 1 ช้อนชา (ใส่หรือไม่ใส่ก็ได้ ช่วยให้รสสดชื่นขึ้น)

วิธีทำ

1. วอร์มเตาอบที่ 220°C (ไฟบน-ล่าง)

2. ตีครีมชีสกับน้ำตาลให้เนียน

3. ใส่ไข่ทีละฟอง ตีให้เข้ากัน

4. เติมวิปปิ้งครีม วานิลลา เกลือ และน้ำมะนาว คนให้เข้ากัน

5. ร่อนแป้งข้าวโพดลงไป คนจนเนียน

6. กรองส่วนผสม 1 รอบ เพื่อให้เนื้อเค้กเนียน

7. กรุพิมพ์ 6 นิ้วด้วยกระดาษรองอบให้สูงกว่าขอบพิมพ์ประมาณ 5–7 ซม.

8. เทส่วนผสมลงพิมพ์ เคาะเบา ๆ ไล่ฟองอากาศ

9. อบที่ 220°C ประมาณ 28–35 นาที

* หน้าต้องไหม้สีน้ำตาลเข้ม

* ตรงกลางยังสั่นนิด ๆ เมื่อเขย่าพิมพ์

การพักเค้ก

* พักให้เย็นที่อุณหภูมิห้อง 1 ชั่วโมง

* แช่ตู้เย็นอย่างน้อย 6 ชั่วโมง หรือข้ามคืน

* นำออกมาพักที่อุณหภูมิห้อง 20–30 นาที ก่อนตัด จะได้เนื้อครีมมี่กำลังดี

เคล็ดลับ

* ใช้ครีมชีสอุณหภูมิห้อง จะทำให้เนื้อเนียน ไม่เป็นเม็ด

* อย่าตีแรงเกินไป เพื่อลดฟองอากาศและลดโอกาสหน้าเค้กแตก

* หากชอบเนื้อเยิ้ม ให้อบประมาณ 28–30 นาที

* หากชอบเนื้อแน่นขึ้น ให้อบ 33–35 นาที

#สูตรชีสเค้กที่ง่ายที่สุดในโลก #ครีมชีสทำเอง #อบเค้ก #ชีสเค้กหน้าไหม้

7/8 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมการทำชีสเค้กให้ได้เนื้อสัมผัสที่นุ่มละมุนและหน้าที่ไหม้อย่างสมบูรณ์ ถือเป็นความท้าทายที่หลายคนชื่นชอบในเรื่องอบขนมมากๆ โดยส่วนตัวแล้วเมื่อได้ลองทำตามสูตรนี้ ผมพบว่าการใช้ครีมชีสที่อุณหภูมิห้องเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะช่วยให้การตีส่วนผสมเนียน ไม่เป็นเม็ดและผสมเข้ากันได้ดีขึ้น รวมถึงการตีไข่ทีละฟองด้วยความระมัดระวัง เพื่อไม่ให้ส่วนผสมฟูมากเกินไปจนเกิดฟองอากาศเยอะ ซึ่งจะทำให้หน้าชีสเค้กแตกได้ง่าย นอกจากนี้ การกรองแป้งข้าวโพดและส่วนผสมก่อนเทลงพิมพ์ ช่วยขจัดเม็ดแป้งหรือก้อนที่ไม่ละลาย ส่งผลให้เนื้อเค้กเนียนละเอียดมากขึ้น และการกรุพิมพ์ด้วยกระดาษรองอบที่สูงกว่าขอบพิมพ์ประมาณ 5-7 ซม. ช่วยป้องกันการไหลของเนื้อเค้กขณะอบ ให้วางใจได้ว่าชีสเค้กจะขึ้นรูปได้สวยงาม เรื่องการอบที่ 220°C ด้วยไฟบน-ล่างเป็นสิ่งที่แนะนำเพื่อให้หน้าเค้กไหม้สีน้ำตาลเข้มหอมกรุ่นที่เกิดจากการคาราเมลไรซ์บนผิวหน้า ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของชีสเค้กสูตรนี้ การอบประมาณ 28-30 นาทีจะได้เนื้อเยิ้ม นุ่มลิ้น ส่วนผู้ที่ชอบเนื้อแน่นขึ้น แนะนำให้เพิ่มเวลาอบเป็น 33-35 นาที แต่ระวังอย่าอบนานเกินไป เพราะจะทำให้เค้กแข็งและแห้ง หลังจากอบเสร็จ การพักเค้กที่อุณหภูมิห้องอย่างน้อย 1 ชั่วโมง และแช่เย็นอย่างน้อย 6 ชั่วโมง หรือข้ามคืน จะแข็งตัวช่วยให้เนื้อครีมมี่กำลังดี และได้รสชาติกลมกล่อมมากขึ้น การนำออกมาพักที่อุณหภูมิห้องอีก 20-30 นาทีก่อนตัด จะทำให้การหั่นเค้กง่ายขึ้นและเนื้อเค้กนุ่มไม่แตกยุ่ย สำหรับใครที่ชอบเพิ่มลูกเล่น สามารถใส่ผงชาเขียวมัทฉะ หรือผงโกโก้ในขั้นตอนร่อนแป้งเพื่อเพิ่มรสชาติและสีสันให้น่าทานมากขึ้น หรือจะขูดผิวเลมอนใส่เพิ่มความหอมสดชื่นในวันที่ 2-3 ก็ยิ่งช่วยเปลี่ยนประสบการณ์ในการทานชีสเค้กให้น่าสนใจขึ้นอย่างมาก เมื่อเก็บชีสเค้กในตู้เย็น จะเก็บได้ประมาณ 4-5 วัน รสชาติจะค่อยๆ ดีขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป หากอยากให้เนื้อเค้กนุ่มละมุนตลอดเวลา การนำมาพักที่อุณหภูมิห้องก่อนทานจึงเป็นขั้นตอนเล็กๆ ที่ไม่ควรมองข้ามเลยครับ