Automatically translated.View original post

Cape Gooseberry

1/20 Edited to

... Read moreหลายคนอาจเห็นชื่อเรียกหลากหลายมาก ทั้ง “เคพกูสเบอรี่”, “เคปกู๊ดเบอร์รี่” หรือบางทีเจอสะกดคล้าย ๆ “เกรป ฟรุตเบอรี่/เครปเบอรี่” จนงงว่าคืออันเดียวกันไหม สำหรับเราเวลาเลือกซื้อจะดูจากหน้าตาผลก่อนเลย: ผลสีส้มทอง กลมเล็ก ๆ และมีเปลือกหุ้มบาง ๆ สีน้ำตาลอ่อน (เหมือนโคมไฟกระดาษ) พอแกะออกจะเจอเนื้อฉ่ำ ๆ สีสวยมาก กลิ่นออกหอมเปรี้ยว รสชาติที่ได้ลองคือหวานอมเปรี้ยว กินเล่นเพลินมาก คล้าย ๆ ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ผสมมะเขือเทศเชอร์รี่นิด ๆ (ความรู้สึกส่วนตัว) ถ้าอยากให้กินง่ายขึ้น เราจะล้างผลให้สะอาด แล้วแกะเปลือกหุ้มออกก่อนค่อยกิน ไม่ค่อยแนะนำให้กินตอนยังดิบ เพราะรสจะฝาดและเปรี้ยวจัดกว่า ประโยชน์ที่คนส่วนใหญ่ชอบพูดถึงของเคพกูสเบอรี่คือเป็นผลไม้เพื่อสุขภาพ มีสารต้านอนุมูลอิสระและวิตามินหลายชนิด ช่วยเพิ่มความสดชื่น กินแทนขนมหวานได้ดี โดยเฉพาะช่วงอยากคุมของหวาน เราจะจับคู่กับโยเกิร์ตรสธรรมชาติ หรือใส่สลัด เพิ่มรสเปรี้ยวหวานแบบไม่เลี่ยน อีกเมนูที่ทำง่ายคือปั่นสมูทตี้รวมกับกล้วย/ส้ม หรือเอาไปเคี่ยวทำซอส ราดพุดดิ้ง/แพนเค้กก็อร่อย วิธีเลือกซื้อของเรา: เลือกผลที่สีออกส้มทองสม่ำเสมอ ผิวไม่ช้ำมาก ถ้ามีเปลือกหุ้มติดอยู่ให้ดูว่าแห้งสะอาด ไม่ขึ้นรา และผลไม่เหี่ยวจนเกินไป กลับบ้านมาเก็บในตู้เย็นจะช่วยให้สดนานขึ้น แต่ถ้าอยากให้หวานขึ้นเล็กน้อย บางครั้งเราวางไว้ที่อุณหภูมิห้อง 1–2 วันก่อน (แล้วค่อยแช่เย็น) ส่วนที่หลายคนค้นหาอย่าง “เคพกูสเบอรี่ โทษ” หรือข้อควรระวัง เราว่าควรรู้ไว้เหมือนกัน: 1) อย่ากินผลที่ยังดิบหรือสีเขียว เพราะอาจทำให้ระคายท้อง/ไม่สบายท้องได้ในบางคน 2) คนที่แพ้ง่าย ควรลองปริมาณน้อยก่อน เพราะผลไม้แปลกใหม่อาจทำให้คันปากหรือผื่นได้ 3) ถ้ามีโรคประจำตัวหรือกำลังกินยาประจำ และอยากกินเป็นประจำทุกวัน แนะนำปรึกษาแพทย์/เภสัชกรเพื่อความสบายใจ สรุปสำหรับเรา เคพกูสเบอรี่เป็นผลไม้รสเปรี้ยวหวานที่กินสนุก หน้าตาสวย (ผลสีส้มทองกับเปลือกหุ้มสีน้ำตาลอ่อน) เอาไปทำเมนูได้หลายแบบ แต่ควรกินแบบสุกพอดีและไม่หักโหม ใครยังไม่เคยลอง แนะนำเริ่มจากซื้อปริมาณน้อย ๆ มาก่อน แล้วค่อยหาสไตล์ที่ชอบที่สุดค่ะ