Automatically translated.View original post

SMTE Special Classroom Review

4/3 Edited to

... Read moreหลายคนทักมาถามว่า “SMTE คืออะไร” หรือ “ห้องเรียนพิเศษ SMTE/SMT คือห้องอะไร” เราขอสรุปแบบที่เราเจอจริงๆ นะคะ SMTE ย่อมาจาก Science Mathematics Technology and Environment เป็นโครงการที่เน้นสายวิทย์-คณิตแบบเข้มขึ้นกว่าสายวิทย์ทั่วไป มีทั้งการเรียนในห้อง + ปฏิบัติการ (แลบ) + ทำโครงงาน และกิจกรรมเสริม เช่น ค่ายรวม SMTE ที่ได้ไปเจอโรงเรียนอื่นๆ SMTE อ่านว่า “เอส-เอ็ม-ที-อี” บางโรงเรียนจะเรียกสั้นๆ ว่า SMT (ไม่มี E) ซึ่งโครงสร้างคล้ายกันมาก แต่รายละเอียดขึ้นอยู่กับโรงเรียนและเขตพื้นที่/สสวท. ที่สนับสนุนค่ะ ถ้าเลือกสมัคร แนะนำให้ดู “แผนการเรียน SMTE” ของโรงเรียนนั้นๆ ว่ามีเสริมอะไรเป็นพิเศษ เช่น โค้ดดิ้ง/หุ่นยนต์/อิเล็กทรอนิกส์/สิ่งแวดล้อม แล้วเรียนอะไรบ้าง? จากประสบการณ์เรา วิทย์กับคณิตจะหนักขึ้นทั้งเนื้อหาและโจทย์ และอังกฤษก็สำคัญ เพราะหลายอย่างต้องอ่านเองหรือทำรายงานเพิ่ม นอกจากเรียนทฤษฎี ยังได้ทำแลบจริงๆ ใช้เครื่องแก้ว กล้องจุลทรรศน์ ดูชิ้นเนื้อ/เซลล์ ทำกิจกรรมที่เหมือนนักวิจัยฝึกหัด รวมถึงงานเทคโนโลยี เช่น ต่อวงจรบน breadboard เขียนโปรแกรม หรือทำรถหุ่นยนต์เดินตามเส้น พอทำสำเร็จคือภูมิใจมาก เรื่อง “กดดันไหม” บอกตรงๆ ว่ากดดันค่ะ โดยเฉพาะช่วงสอบเข้าและช่วงสอบเก็บคะแนน เพราะทุกคนในห้องตั้งใจและสปีดใกล้กัน ทำให้เราเผลอเปรียบเทียบตัวเองได้ง่าย แต่ข้อดีคือเพื่อนๆ ช่วยกัน ครูส่วนใหญ่จะคอยดันและติวแนวคิดให้ลึกขึ้น บรรยากาศถ้าห้องดีๆ จะสนุกและเป็นกันเองมาก SMTE เข้าคณะอะไรได้บ้าง? โดยหลักๆ จะต่อยอดได้กว้างในสายวิทย์สุขภาพและสายวิศวะ/เทคโนโลยี เช่น แพทย์ ทันตะ เภสัช เทคนิคการแพทย์ พยาบาล (แล้วแต่เกณฑ์คณะ) วิทยาศาสตร์ทุกสาขา วิศวกรรม คอมพิวเตอร์/ไอที วิทยาการข้อมูล รวมถึงสายสิ่งแวดล้อม เพราะพื้นฐานวิทย์-คณิตและทักษะทำโครงงานช่วยมาก แต่สุดท้ายขึ้นกับเกรด ผลสอบ และพอร์ตของเราเองด้วย ส่วนเรื่อง “เสื้อห้องเรียนพิเศษ” หลายโรงเรียนจะมีเสื้อหรือเข็ม/โลโก้ SMTE ของโครงการ (บางคนหา smte logo หรือ smte logo png ไปทำสไลด์/หน้าปกรายงาน) แนะนำให้ใช้แบบที่โรงเรียนอนุญาต และใช้เพื่อการเรียน/กิจกรรมเท่านั้นนะคะ ถ้าใครกำลังตัดสินใจ เราว่า SMTE เหมาะกับคนที่ชอบลองทำของจริง ไม่ได้อยากท่องอย่างเดียว และรับมือกับงานเพิ่มได้ ที่สำคัญคืออย่ากลัวว่าต้องเก่งตั้งแต่แรก—หลายอย่างเราเริ่มจากศูนย์ แต่พอได้ลงมือทำแลบ ทำโครงงาน และทำงานเป็นทีม มันทำให้เรารักวิทย์มากขึ้นจริงๆ