แม่ๆที่ฝึกลูกนอนเอง 👶🏻💤 อยากให้ฟังคลิปนี้ เล่าสตอรี่ชีวิตจริงของ ผู้คิดค้นวิธี Cry it out ฝึกลูกนอนเองแบบหักดิบ แต่...

1/19 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมเวลาเสิร์ชคำว่า “ฝึกลูกนอนเอง” ส่วนใหญ่เราตั้งใจหาวิธีที่ทำให้ลูกหลับยาวขึ้น พ่อแม่ได้นอน และอยากให้ลูกค่อยๆ กล่อมตัวเองได้ โดยไม่ต้องอุ้ม/ไม่ต้องกล่อมจนเคยตัวใช่ไหมคะ แต่พอเริ่มอ่านไปเรื่อยๆ จะเจอคำว่า Cry it out (ปล่อยให้ลูกร้องจนหลับ) โผล่มาบ่อยมาก ซึ่งสำหรับบ้านเรา “ขอผ่าน” วิธีนี้เหมือนกัน เพราะมันกระทบใจมาก และไม่เหมาะกับทุกบ้านทุกวัยเด็กจริงๆ สิ่งที่ช่วยได้ก่อนเริ่มฝึกลูกนอนเอง คือเช็ก “ความพร้อม” และ “สาเหตุที่ลูกตื่น” ก่อนค่ะ เพราะหลายครั้งลูกไม่ได้งอแงเพราะนิสัย แต่เพราะความต้องการพื้นฐาน เช่น หิว ผ้าอ้อมเปียก ร้อน/หนาวเกินไป ฟันขึ้น โดดพัฒนาการ หรือกลางวันนอนเยอะไป พอเราแก้จุดนี้ ตารางนอนจะดีขึ้นแบบไม่ต้องฝึกหนักเลย แนวทางที่บ้านเรารู้สึกว่าอ่อนโยนกว่า (และคนพูดถึงเยอะ) มี 2 แบบหลักๆ ที่หลายบ้านใช้เป็นทางเลือกแทนการปล่อยร้องยาวๆ 1) Ferber Method (เช็กเป็นช่วงเวลา) หลักการคือวางลูกลงตอนง่วงแต่ยังตื่น แล้วถ้าลูกร้องให้ “เข้าไปเช็กเป็นระยะ” เช่น 3 นาที 5 นาที 10 นาที (ปรับตามวัยและความไหวของพ่อแม่) จุดสำคัญคือเข้าไปปลอบแบบสั้นๆ ตบก้นเบาๆ พูดประโยคเดิมซ้ำๆ ให้ลูกมั่นใจว่าแม่ยังอยู่ แต่ไม่อุ้มออกมาเล่นยาว ไม่เปิดไฟคุยสนุก เพื่อให้เขาเรียนรู้ว่าถึงจะงอแงก็ยังปลอดภัยและกลับไปหลับได้ 2) The Chair Method (นั่งเฝ้าข้างเตียง) เหมาะกับบ้านที่อยาก “ใกล้ชิด” มากขึ้น แม่/พ่อนั่งบนเก้าอี้ข้างเตียงจนลูกหลับ แล้วค่อยๆ เลื่อนเก้าอี้ห่างออกทีละนิดในหลายๆ คืน วิธีนี้เหนื่อยตรงใช้เวลานานกว่า แต่ข้อดีคือเด็กหลายคนร้องน้อยลงเพราะเห็นพ่อแม่อยู่จริงๆ ทริคเล็กๆ ที่ช่วยให้การฝึกลูกนอนเองง่ายขึ้น (จากที่ลองทำแล้วเวิร์ก) - ทำรูทีนก่อนนอนให้เหมือนเดิมทุกคืน 20–30 นาที เช่น อาบน้ำ ทาครีม ปิดไฟ อ่านนิทาน เพลงเดิม - วางลูกลงตอน “ง่วง” ไม่ใช่ “หลับสนิท” เพื่อให้เขาฝึกเชื่อมการหลับด้วยตัวเอง - กลางคืนพยายามทำบรรยากาศเดิมๆ: ไฟสลัว เสียงเบา ไม่เล่น ไม่คุยยาว - ถ้าลูกตื่นบ่อย ให้ลองเช็กเวลาเข้านอน/เวลางีบกลางวัน บางทีเข้านอนเร็วไปหรือสายไปก็ทำให้ตื่นถี่ - ถ้าคืนไหนไม่ไหวจริงๆ ไม่ต้องรู้สึกผิดค่ะ การปลอบลูกไม่ใช่ทำให้ลูก “ติดมือ” เสมอไป บางช่วงเขาแค่ต้องการความมั่นคง สุดท้าย การฝึกลูกนอนเองไม่มีสูตรเดียวที่ถูกสำหรับทุกบ้านค่ะ เลือกวิธีที่ทั้งลูกและพ่อแม่รับไหว สำคัญที่สุดคือความปลอดภัยและสุขภาพใจของทุกคนในบ้าน ถ้ากังวลมากๆ หรือมีสัญญาณผิดปกติ (กรนดัง หายใจลำบาก น้ำหนักขึ้นช้า ร้องกรี๊ดเหมือนเจ็บปวด) แนะนำปรึกษากุมารแพทย์ควบคู่ไปด้วยนะคะ