เทียบกันแดด 2 แบรนด์ไทยตัวดัง ตัวไหนได้ไปต่อ🤔

ระหว่าง FYNE barrier protecting chemical sunscreen broad spectrum กับ INGU aqua defense hybrid sunscreen ตัวไหนได้ไปต่อ?

✅ไปต่อทั้งคู่เพราะคุณภาพดีมาก จะสลับใช้ fyne ฝาดำเป็นแบบไม่กันน้ำกับ ingu สูตรกันน้ำในวันที่ต้องการครับ เนื้อจะต่างกัน แต่ให้ผิสโกลว์ สุขภาพดีหลังทามาก ชอบผิวหน้าหลังทาสุดๆเพราะให้เอฟเฟคผิวสุขภาพดีครับ ที่สำคัญคือไม่แสบตา กันแดดบางตัวใช้แล้วชอบแสบตาแต่สองตัวนี้ผมใช้แล้วไม่เป็นครับ😊

#Lemon8Men #ผู้ชายดูแลตัวเอง #Howtobeauty #ป้ายยากับlemon8 #ป้ายยากับlemon8

1/20 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมหลังจากสลับใช้ INGU Aqua Defense Hybrid Sunscreen กับ FYNE Barrier Protecting อยู่พักใหญ่ รู้สึกว่าคู่เทียบนี้เหมาะกับคนที่หา “กันแดดไทยที่ให้ผิวดูสุขภาพดี” และอยากได้ SPF50+ PA++++ แบบทาแล้วจบ ไม่ต้องลุ้นเรื่องหน้าวอกหรือแสบตา (อันนี้เป็นปัญหาของหลายแบรนด์จริงๆ) สิ่งที่ผมโฟกัสเวลาลอง INGU คือ 3 เรื่อง: กันน้ำจริงไหม, เหนอะหนะ/มันระหว่างวันแค่ไหน, และแสบตาหรือเปล่า เพราะกันแดดบางตัวเนื้อดีมากแต่พอเหงื่อออกแล้วไหลเข้าตาแสบจนต้องล้างหน้าเลย สำหรับ INGU สูตรนี้เป็น “ไฮบริด” และเป็นแนวกันน้ำ ใส่ในวันออกแดดจัด เดินเยอะ หรือมีเหงื่อ ผมรู้สึกว่าฟิล์มค่อนข้างติดผิวดีขึ้น ไม่ไหลง่าย ทำให้โอกาสแสบตาลดลง (ส่วนตัวผมใช้แล้วไม่แสบตา) ด้านเนื้อสัมผัส INGU จะให้ความรู้สึกแน่นกว่า FYNE นิดหน่อยตามสไตล์สูตรกันน้ำ แต่ยังคุมได้ ถ้าแต้มทีละจุดแล้วเกลี่ยเร็วๆ จะไม่เป็นคราบ และไม่ทำให้หน้าวอก ผิวหลังทาจะดูโกลว์แบบสุขภาพดี เหมาะกับคนที่อยากได้ลุคผิวดีโดยไม่ต้องลงรองพื้นเยอะ ทริคการใช้ให้เวิร์กกับหน้า: ผมจะทามอยส์เจอร์ให้ซึมก่อน แล้วค่อยลงกันแดด “กะปริมาณให้พอ” (โดยทั่วไปประมาณ 2 ข้อนิ้วสำหรับหน้า+คอ) จากนั้นรอเซ็ตตัวสัก 3–5 นาทีค่อยออกแดดหรือแต่งหน้า ถ้าวันไหนต้องใส่แมสก์นานๆ ผมจะซับความมันบางๆ ก่อน เพื่อช่วยเรื่องคราบและความเหนอะหนะ ถ้าถามว่าเหมาะกับใคร: INGU Aqua Defense Hybrid Sunscreen เหมาะกับวันที่ต้องการความติดทน/กันน้ำ ไปทะเล ออกกำลังกาย หรือวันที่ต้องเจอแดดทั้งวัน ส่วน FYNE จะเหมาะกับวันสบายๆ ในเมืองหรือวันที่ไม่ต้องการฟิล์มกันน้ำมากนัก สรุปคือมีไว้สลับกันตามกิจกรรมจะลงตัวที่สุดครับ