เพราะ “เมืองกรุง” ฝุ่นยังไม่คลุ้งเหมือน “บ้านนอก” 🥺

ทุกวันนี้ คนเหนือ สูดฝุ่นตลอดเวลา

ถามว่า อยากสูดมั้ย ก็ไม่ !!

แล้วเราหนีได้มั้ย ก็ไม่ !!

เพราะที่นี่ คือบ้านของพวกเรา

ท่านเป็นรัฐบาล ทั้งอำนาจ งบประมาณ อยู่ในมือ

มันควรทำอะไรได้บ้างกว่านี้มั้ย และมันทำได้ ถ้าท่านจะทำ

คนเหนือ กำลังเป็นมะเร็งปอด ที่เป็นแน่นอนในอนาคต

แบบไม่ต้องทำนาย

ช่วยทำอะไรก็ได้ ที่ไม่เฉย ขอร้องล่ะ

สงสาร เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ ต้องเวียนหัว เลือดกำเดาไหล

ท่านแนะนำให้ทุกบ้านมีเครื่องฟอกอากาศ

รู้มั้ย บางคน หาเงินซื้อน้ำข้าวยังลำบากเลยท่าน

คนไม่อยู่ ท่านไม่รู้หรอก

#ฝุ่นพิษ #ฝุ่น #กรุงเทพ #รัฐบาลอนุทิน #ภาคเหนือ

4/1 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมจากประสบการณ์ตรงในการใช้ชีวิตในภาคเหนือช่วงฤดูฝุ่นปีนี้ ผมรู้สึกได้ถึงความรุนแรงที่มากกว่ากรุงเทพฯ อย่างชัดเจน ปริมาณฝุ่น PM2.5 ที่วัดได้ในหลายพื้นที่เช่นเชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน และลำปาง สูงเกินมาตรฐานอย่างมาก ส่งผลให้ตัวเองและคนในครอบครัว รวมทั้งคนรอบข้าง มีอาการไอ ระคายเคืองตา และเวียนหัวอย่างเห็นได้ชัด สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือในพื้นที่ชนบทหรือบ้านนอก ซึ่งไม่มีความพร้อมเรื่องเครื่องฟอกอากาศ หรือมาตรการลดฝุ่นที่เพียงพอ รายได้ส่วนใหญ่ของคนในพื้นที่ยังไม่สูงพอที่จะซื้ออุปกรณ์ดังกล่าว ทำให้เด็กรวมถึงผู้สูงอายุมีความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งปอดในอนาคตโดยตรง ผลสำรวจพารามิเตอร์ PM2.5 ตามจุดตรวจหลายแห่งในภาคเหนือ บางพื้นที่สูงเกิน 300-500 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งอยู่ในเกณฑ์สีแดงและมีผลกระทบรุนแรงต่อสุขภาพ การใช้ชีวิตประจำวันจึงจำเป็นต้องมีการป้องกันที่เหมาะสม เช่น การลดกิจกรรมกลางแจ้ง การสวมหน้ากาก N95 และหมั่นติดตามข่าวสารคุณภาพอากาศจากกรมควบคุมมลพิษ จากมุมมองส่วนตัว รู้สึกว่าแม้รัฐบาลจะมีงบประมาณและเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาได้ แต่ยังขาดความเร่งด่วนและมาตรการที่เข้มแข็งในการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ ประเด็นนี้ควรมีการดำเนินงานเชิงรุกมากขึ้นทั้งการควบคุมแหล่งกำเนิดฝุ่น เช่น การห้ามเผาป่า การจัดการขยะ และการช่วยเหลือคนจนให้เข้าถึงอุปกรณ์ป้องกันที่จำเป็นได้จริง หวังว่าข้อเรียกร้องนี้จะถูกนำไปเป็นวาระเร่งด่วนของรัฐบาล เพราะฝุ่นพิษไม่ได้เป็นปัญหาเฉพาะในเมืองใหญ่เท่านั้น แต่ภาคเหนือบ้านเรา กำลังเผชิญกับวิกฤตสุขภาพที่แม้จะมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่เรื่องนี้ส่งผลร้ายแรงและต้องได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง