การที่พิธา สามารถฟื้นกระแส "พิธาฟีเวอร์" ให้กลับมาได้อีกครั้งในการช่วยพรรคประชาชนหาเสียง ดิชั้นมองว่าไม่ใช่เรื่องบังเอิญค่ะ แต่เกิดจากการผสมผสานระหว่าง "ทุนทางวัฒนธรรม" เดิม กับ "บริบททางการเมือง" ที่เอื้ออำนวย ประการแรก พิธาคือเหยื่อทางการเมืองที่มีความชอบธรรม การที่ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองและพรรคก้าวไกลถูกยุบในปี 2024 ไม่ได้ทำให้คะแนนนิยมลดลง แต่กลับ เปลี่ยนพิธาให้กลายเป็น "สัญลักษณ์ของการถูกรังแก" โดยอำนาจที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ในสายตาของผู้สนับสนุน พิธาไม่ได้หายไปเพราะพ่ายแพ้ในสนามเลือกตั้งนะคะ แต่หายไปเพราะ "กติกาที่ไม่เป็นธรรม" เมื่อพิธากลับมาปรากฏตัวในสนามหาเสียงอีกครั้ง มันจึงเป็นการปลุกความรู้สึก "ความยุติธรรมที่ยังไม่สะสาง" ให้กลับมาลุกโชนได้
ประการที่ 2 มันมีความแตกต่างที่ชัดเจนกับ "รัฐบาลข้ามขั้ว" ในขณะที่พรรคเพื่อไทยถูกมองว่าสูญเสียจุดยืนเดิมจากการจับมือกับขั้วอำนาจเก่า และพรรคภูมิใจไทยถูกมองว่าเป็นตัวแทนของเครือข่ายอุปถัมภ์แบบเดิม พิธายังคงรักษาภาพลักษณ์ "การเมืองแห่งความหวัง" ที่คงเส้นคงวาได้ การกลับมาของพิธาทำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเปรียบเทียบเห็นความแตกต่างระหว่าง "การเมืองแบบดีล" กับ "การเมืองแบบอุดมการณ์" ได้ชัดเจนที่สุด
ประการที่ 3 คือเรื่องทักษะการสื่อสารและเสน่ห์ส่วนตัว ซึ่งเราต้องยอมรับว่า พิธามีความสามารถเฉพาะตัวในการสื่อสารที่ทรงพลัง สามารถย่อยเรื่องโครงสร้างที่ซับซ้อนให้กลายเป็น "เรื่องเล่า" ที่กินใจคนได้ค่ะ ประกอบกับการใช้ social media ที่เข้าถึงคนรุ่นใหม่และคนวัยทำงานได้โดยตรง ทำให้การลงพื้นที่ของเขากลายเป็น event ที่คนอยากมีส่วนร่วม ไม่ใช่แค่การฟังปราศรัย แต่เป็นการสร้างประสบการณ์ร่วมทางการเมือง
...สุดท้าย ในช่วงปี 2025 ที่ผ่านมา เมื่อประชาชนรู้สึกว่านโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลไม่ได้ตอบโจทย์ หรือเริ่มเบื่อหน่ายกับความขัดแย้งชายแดนที่ถูกมองว่าเป็นเรื่องการเมือง ความโหยหาทางเลือกใหม่จึงพุ่งกลับมาที่พิ ธาในฐานะบุคคลที่เคยชนะเลือกตั้งอันดับ 1 แต่ถูกขัดขวางไม่ให้บริหารประเทศ นี่จึงเป็นบทสรุปว่าทำไมพิธาฟีเวอร์ถึงกลับมาได้อีกครั้ง
เครดิต อ. ปวีน 🙏🏼
Pavin Chachavalpongpun
ค่ะ
จากประสบการณ์และการติดตามปรากฏการณ์ "พิธาฟีเวอร์" เทรนด์ที่เกิดขึ้นใหม่ในวงการเมืองไทย ผมเห็นว่าความสำเร็จของพิธาในการกลับมานั้นไม่ใช่เพียงแค่เรื่องโอกาสหรือโชคชะตาเท่านั้น แต่มีองค์ประกอบหลายอย่างที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว ในแง่ของทุนทางวัฒนธรรม พิธาได้รับการสนับสนุนเพราะเขาโดนตัดสิทธิ์ด้วย "กติกาที่ไม่เป็นธรรม" ทำให้เขากลายเป็นสัญลักษณ์ของผู้ถูกรังแก ซึ่งเป็นเรื่องที่สร้างความรู้สึกหวังและการเห็นอกเห็นใจในกลุ่มผู้สนับสนุนอย่างลึกซึ้ง นอกจากนี้ พิธายังเป็นตัวแทนแนวทางการเมืองแบบใหม่ที่มีความชัดเจนและตรงไปตรงมา แตกต่างจากรัฐบาลข้ามขั้วที่สูญเสียจุดยืนเดิม นั่นทำให้ประชาชนที่เบื่อหน่ายกับความขัดแย้งเดิม ๆ รู้สึกว่าเขาคือตัวเลือกทางการเมืองที่สะท้อนความหวังและอุดมการณ์ที่แท้จริง ทักษะการสื่อสารที่น่าทึ่งของพิธา ก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้เขาเปล่งประกายในยุคดิจิทัล การนำเสนอเรื่องราวซับซ้อนด้วยภาษาเข้าใจง่าย ผสานกับการใช้งานโซเชียลมีเดียอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยให้เขาเข้าถึงคนรุ่นใหม่และกลุ่มวัยทำงานได้อย่างตรงจุด รวมถึงการสร้างเหตุการณ์ทางการเมืองที่เป็นประสบการณ์ร่วมจริง ๆ ทำให้แฟนคลับและผู้สนใจอยากมีส่วนร่วมมากกว่าการรับฟังปราศรัยแบบเดิม เท่าที่ได้สัมผัสช่วงหาเสียงในจังหวัดต่าง ๆ เช่น ระยอง ชลบุรี และสมุทรปราการ จะเห็นว่าการปราศรัยหน้าตลาดและลานน้ำ หรือกิจกรรมที่จัดขึ้นในชุมชน สามารถดึงดูดคนได้จำนวนมากและเกิดบรรยากาศแห่งความเป็นหนึ่งเดียวกัน ทั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงฐานเสียงที่แข็งแกร่งและความหวังใหม่ของประชาชนที่ตั้งใจจะเปลี่ยนแปลงประเทศในอนาคตอันใกล้ โดยส่วนตัว ผมเชื่อว่าในปี 2025 หากพิธายังคงรักษาคุณสมบัติและภาพลักษณ์ที่มีอยู่ พร้อมพัฒนานโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนได้อย่างตรงจุด "พิธาฟีเวอร์" จะไม่ใช่แค่เทรนด์ชั่วคราว แต่กลายเป็นปรากฏการณ์ที่เปลี่ยนโฉมหน้าการเมืองไทยไปอย่างแท้จริง

