ยินดีกับ สส. ป้ายแดง และฝากขับเคลื่อนนโยบายเกษตร ต่อ

ปัจจุบันมี อจ.เดชรัตน์ สุขกำเนิด

ดูแลเกี่ยวกับเรื่องเกษตร น่าจะนำบางส่วน

ไปทำต่อ

--และ เพจ ไบโอไทย เขียนไว้ดีมากค่ะ--

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และศุภจี สุธรรมพันธุ์ เป็นนักการเมืองต่างเส้นทาง 2 คนที่มีบทบาทโดดเด่น แม้มีแบคกราวด์แตกต่างกัน แต่ทั้งสองคนได้นำเสนอแนวความคิดเกี่ยวกับการแก้ปัญหาเกษตรกรรมที่น่าสนใจ สะท้อน 2 ขั้วของการหาทางออกเกษตรกรรมไทย

ภาคเกษตรของประเทศไทย สะท้อนความย้อนแย้งเชิงโครงสร้างที่สำคัญที่สุดของเศรษฐกิจไทย กล่าวคือ แม้ภาคเกษตรจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเพียงประมาณ 6% ของ GDP แต่กลับมีแรงงานอยู่ในภาคนี้ถึงเกือบหนึ่งในสามของแรงงานทั้งประเทศ ความเหลื่อมล้ำนี้ทำให้เกษตรกรจำนวนมากติดอยู่ในวงจรเดิม คือ ผลผลิตราคาตก ต้นทุนสูง หนี้สินเพิ่มขึ้น อำนาจต่อรองต่ำ

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า จะทำอย่างไรให้ราคาพืชผลดีขึ้น แต่คือ ใครกำหนดกติกาของระบบอาหาร อันเป็นคือหัวใจของสิ่งที่เรียกว่า การเมืองเศรษฐกิจอาหาร (food politics) ในบริบทนี้ แนวคิดของนักการเมืองสองคนคือ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ สะท้อนมุมมองต่อการแก้ปัญหาเกษตรไทยที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน

1. แนวคิดของพิธา: แก้ที่โครงสร้าง

แนวคิดของพิธาเริ่มต้นจากคำถามพื้นฐานว่า ทำไมเกษตรกรไทยถึงจน ทั้งที่ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม คำตอบที่เขาเสนอคือ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เกษตรกร แต่เกิดจาก โครงสร้างระบบเกษตร เขาอธิบายปัญหาเป็น “กระดุม 5 เม็ด” ได้แก่

- ที่ดิน

- หนี้สิน

- ต้นทุนการผลิต

- นวัตกรรม

- การต่อยอดรายได้

แนวทางแก้ไขที่เสนอจึงเน้นการ ปฏิรูปโครงสร้าง เช่น ปฏิรูปที่ดิน ธนาคารที่ดิน การปลดหนี้เกษตรกร การลดต้นทุนปัจจัยการผลิต การเพิ่มมูลค่าผลผลิตผ่านการแปรรูป

ในมุมมองของการเมืองเศรษฐกิจอาหาร แนวคิดนี้พยายามแก้ปัญหาที่ต้นทางของระบบอาหาร คือ อำนาจการถือครองทรัพยากร เพราะหากเกษตรกรไม่มีที่ดิน ไม่มีทุน และต้องซื้อปัจจัยการผลิตจากบริษัทขนาดใหญ่ โอกาสที่จะหลุดจากความยากจนก็แทบไม่มี

2. แนวคิดของศุภจี : แก้ที่ตลาด

ต่างจากแนวคิดของพิธา แนวคิดของศุภจีเริ่มต้นจากคำถามอีกแบบหนึ่ง คือจะทำอย่างไรให้สินค้าเกษตรขายได้ราคา แนวทางที่เสนอจึงเน้นการบริหารตลาด เช่น

- การจัดการล้ง

- การสร้างล้งกลาง

- การขยายตลาดส่งออก

- การทำ business matching

- การใช้สินค้าเกษตรเป็นเครื่องมือในการเจรจาการค้า

แนวคิดนี้เชื่อว่า หากสามารถเพิ่มความต้องการสินค้าเกษตรและเปิดตลาดใหม่ ๆ ได้ รายได้ของเกษตรกรก็จะเพิ่มขึ้น ในทางหนึ่ง แนวคิดนี้สะท้อนบทบาทของรัฐในฐานะ ผู้จัดการตลาดสินค้าเกษตร ซึ่งอาจสามารถช่วยแก้ปัญหาราคาตกต่ำในระยะสั้นได้

3. แต่คำถามสำคัญคือ “ใครควบคุมระบบอาหาร”

หากมองผ่านกรอบ food politics ปัญหาของระบบอาหารไม่ได้อยู่แค่ที่การผลิตหรือการค้า แต่เกี่ยวข้องกับ อำนาจในห่วงโซ่อาหาร ในหลายประเทศ บรรษัทขนาดใหญ่ควบคุมตั้งแต่

- เมล็ดพันธุ์

- ปุ๋ย อาหารสัตว์

- การแปรรูป

- การค้าปลีก

โครงสร้างนี้ทำให้เกษตรกรรายย่อยมีอำนาจต่อรองต่ำที่สุดในระบบ

ในบริบทนี้ แนวคิดของพิธาเข้าใกล้การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างมากกว่า เพราะพยายามลดความเหลื่อมล้ำด้านทรัพยากร ขณะที่แนวคิดของศุภจีแม้จะช่วยแก้ปัญหาราคาตกต่ำได้ แต่ยังคงทำงานอยู่ภายในโครงสร้างตลาดเดิม

3. อย่างไรก็ตาม ทั้งสองแนวคิดต่างมีข้อจำกัด แต่ต้องการการทำงานทั้งสองทาง

การปฏิรูปโครงสร้างแบบพิธาอาจต้องใช้เวลาและเผชิญแรงต้านทางการเมืองสูง ในขณะที่แนวทางบริหารตลาดแบบศุภจี แม้จะช่วยแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ แต่หากไม่เปลี่ยนโครงสร้างการผลิตและการถือครองทรัพยากร ปัญหาก็อาจเกิดซ้ำอีก

กล่าวอีกอย่างหนึ่ง แนวคิดหนึ่งแก้รากของปัญหา อีกแนวคิดหนึ่งแก้อาการของปัญหา ซึ่งเกษตรไทยอาจต้องการทั้งสองแนวทาง หากพิจารณาอย่างเป็นธรรม แนวทางที่เหมาะสมที่สุดอาจไม่ใช่การเลือกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่คือการนำข้อเด่นของทั้งสองแนวคิดมารวมกัน

กล่าวคือ ประเทศไทยจำเป็นต้องมีการปฏิรูปโครงสร้างเกษตร ควบคู่กับการพัฒนาตลาดสินค้าเกษตร หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง แก้โครงสร้างในระยะยาวพร้อมกับแก้ตลาดในระยะสั้น

หากทำได้พร้อมกัน โอกาสที่เกษตรกรจะมีรายได้ที่มั่นคงก็จะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

4. อย่างไรก็ตาม ยังมีประเด็นสำคัญอีกด้านหนึ่งที่ยังได้รับน้ำหนักน้อยในนโยบายของนักการเมืองไทยหลายคน นั่นคือ อำนาจของบรรษัทขนาดใหญ่ในระบบอาหาร เพราะปัจจุบันระบบอาหารไทยกำลังเผชิญกับการกระจุกตัวของอำนาจทางเศรษฐกิจ เช่น มีบรรษัทยักษ์ใหญ่ด้านเกษตรและอาหาร ที่ครอบครองทั้งเมล็ดพันธุ์ อาหารสัตว์ การผลิตอาหาร ค้าปลีก และผู้ส่งออกสินค้าเกษตร

โครงสร้างเช่นนี้ทำให้เกษตรกรจำนวนมากต้องอยู่ในฐานะผู้รับความเสี่ยง แต่ไม่ได้รับผลตอบแทนที่เป็นธรรม

Cr.เพจ BioThai

***อ่านต่อ ในหน้า 3,4,5 นะคะ

@timpita @Teng Natthaphong

#พิธา #ศุภจี #พิธาลิ้มเจริญรัตน์ #เท้งณัฐพงษ์เรืองปัญญาวุฒิ #พรรคประชาชน

3/9 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมจากประสบการณ์ส่วนตัวที่ได้ติดตามนโยบายเกษตรกรรมในประเทศไทย พบว่าการแก้ไขปัญหาที่ตอบโจทย์ที่สุดคือการผสมผสานแนวทางระหว่างการปฏิรูปโครงสร้างกับการพัฒนาและบริหารตลาดสินค้าเกษตรควบคู่กันไป หลายครั้งที่เกษตรกรต้องเผชิญกับปัญหาต้นทุนสูงและราคาผลผลิตตกต่ำ เนื่องจากระบบการเกษตรถูกครอบงำโดยบรรษัทขนาดใหญ่ที่ควบคุมองค์ประกอบหลักในห่วงโซ่อาหาร เช่น เมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย และช่องทางการจำหน่าย ซึ่งทำให้ผู้ผลิตรายย่อยมีอำนาจน้อยในการต่อรอง ดั้งนั้นการปฏิรูปโครงสร้าง เช่น การกระจายที่ดินและลดหนี้สิน เป็นเรื่องจำเป็นเพื่อเพิ่มความเป็นธรรมและลดความเสี่ยงต่อเกษตรกร พร้อมกันนั้น การจัดตั้งศูนย์ล้งกลาง การขยายตลาดส่งออก รวมถึงการเชื่อมโยงธุรกิจ (business matching) ช่วยเพิ่มโอกาสขายผลผลิตในราคาที่เหมาะสมและสร้างรายได้ที่มั่นคง นอกจากนี้ แนวทางการใช้สินค้าเกษตรเป็นเครื่องมือในเจรจาการค้า ยังช่วยเปิดประตูสู่ตลาดใหม่ๆ ได้อีกด้วย อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหายังต้องเผชิญกับปัจจัยแวดล้อม เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและความกดดันจากสิ่งแวดล้อมที่รุนแรงขึ้น ซึ่งสะท้อนถึงความจำเป็นในการพัฒนาระบบเกษตรกรรมเชิงนิเวศ เพื่อให้เกษตรกรสามารถปรับตัวได้และลดผลกระทบต่อระบบอาหารโดยรวม สุดท้าย นโยบายเกษตรกรรมที่ยั่งยืนต้องได้รับการสนับสนุนจากภาคประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างผลประโยชน์ของเกษตรกรรายย่อยและความต้องการของตลาดในระดับชาติและนานาชาติ