ลูกไม่เรอหลังดูดนม ต้องกังวลไหม? 👶🏻💭

ลูกไม่เรอหลังดูดนม ต้องกังวลไหม?

มีเรื่องหนึ่งที่ตอนมีลูกใหม่ ๆ เราเคยคิดว่า “ต้องเกิดขึ้นทุกครั้ง”

นั่นคือ…

ลูกกินนมแล้วต้องเรอ

ภาพที่คุ้นเคยมากคือ พอกินนมเสร็จ ก็ต้องอุ้มพาดบ่า ลูบหลัง ตบหลังเบา ๆ แล้วรอเสียง

“เอิ๊ก…”

ถ้าเรอออกมา เราก็โล่งใจ

แต่ถ้าเงียบ…

ก็เริ่มคิดทันทีว่า

“ลมยังอยู่ในท้องหรือเปล่า?”

“ลูกจะท้องอืดไหม?”

“เราจับเรอผิดท่าหรือเปล่า?”

“ต้องจับต่ออีกนานแค่ไหน?”

และถ้าจับแล้วจับอีก…

ก็ยังไม่เรอ

ยิ่งทำให้พ่อแม่กังวลเข้าไปใหญ่

แต่ประสบการณ์ของบ้านเราเองกลับทำให้ได้เรียนรู้ว่า

เด็กไม่ได้จำเป็นต้องเรอทุกครั้งหลังดูดนมค่ะ

ฟีบัสเป็นเด็กคนหนึ่งที่ช่วงหนึ่ง แทบจะไม่เรอเลย

เราลองจับพาดบ่า ลูบหลัง ตบหลังเบา ๆ เปลี่ยนท่าแล้วเปลี่ยนท่าอีก

บางครั้งจับอยู่พักหนึ่งก็ยังไม่มีเสียงอะไรออกมาเลย

แต่สิ่งที่เราสังเกตได้คือ

ฟีบัสไม่ได้มีอาการเหมือนกำลังไม่สบาย

หลังกินนมยังดูสบายตัว

ไม่ได้ร้องกวนผิดปกติ

ไม่ได้แอ่นตัวเหมือนเจ็บ

ไม่ได้มีอาการท้องอืดชัดเจน

กินนมได้ตามปกติ

และการเจริญเติบโตก็เป็นไปตามที่ควรจะเป็น

เราเลยเริ่มเข้าใจว่า

สิ่งที่สำคัญอาจไม่ใช่ “ลูกเรอหรือยัง” แต่คือ “ลูกสบายดีหรือเปล่า”

และนี่เป็นเรื่องที่อยากเล่าให้พ่อแม่ที่กำลังกังวลเรื่องเดียวกันฟังค่ะ

การเรอคืออะไร?

เวลาทารกดูดนม เขาอาจกลืนอากาศเข้าไปพร้อมกับนมได้

อากาศที่กลืนเข้าไปสามารถอยู่ในกระเพาะอาหาร และเมื่อมีอากาศมากจนทำให้เด็กรู้สึกไม่สบาย การช่วยให้เรออาจทำให้เด็กสบายขึ้นได้

โดยเฉพาะในช่วงที่เด็กดูดนมเร็ว ร้องไห้ขณะกิน หรือมีจังหวะการดูดที่ทำให้กลืนอากาศมากขึ้น

แต่ประเด็นสำคัญคือ

เด็กแต่ละคนกลืนอากาศไม่เท่ากัน

และนี่คือเหตุผลว่าทำไมเด็กบางคนเรอง่ายมาก ขณะที่บางคนเรอน้อย หรือแทบไม่เรอเลย

เด็กที่กินนมแม่บางคนอาจกลืนอากาศไม่มากอยู่แล้ว จึงอาจไม่จำเป็นต้องเรอทุกมื้อ

ดังนั้น

การไม่เรอไม่ได้หมายความว่ามีลมค้างอยู่จนเป็นอันตราย

และไม่ได้หมายความว่าพ่อแม่ดูแลลูกผิดวิธีด้วยค่ะ

จริง ๆ แล้วลูก “ต้อง” เรอทุกมื้อไหม?

ไม่จำเป็นค่ะ

การจับเรอเป็นสิ่งที่สามารถทำได้ แต่ไม่ได้เป็นข้อบังคับว่าทารกทุกคนต้องเรอหลังดูดนมทุกครั้ง

แนวทางกุมารเวชศาสตร์ระบุว่า การเรออาจช่วยลดการแหวะนมในเด็กบางคนได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าการเรอจะต้องเกิดขึ้นทุกครั้ง หรือการไม่เรอจะเป็นอันตราย

พูดง่าย ๆ คือ

เราสามารถลองช่วยลูกเรอได้ แต่ไม่จำเป็นต้องทำให้ “เรอให้สำเร็จ” ทุกมื้อ

นี่เป็นความแตกต่างที่สำคัญมาก

เพราะพ่อแม่จำนวนไม่น้อยอาจกำลังเปลี่ยนจาก

“ลองจับเรอ”

เป็น

“ต้องจับให้เรอ”

ทั้งที่สองอย่างนี้ไม่เหมือนกันเลย

แล้วถ้าจับเรอยังไงก็ไม่เรอล่ะ?

นี่คือสิ่งที่เราเจอกับฟีบัสเลยค่ะ

จับพาดบ่าแล้วก็แล้ว

ลูบหลังแล้วก็แล้ว

ตบหลังเบา ๆ แล้วก็แล้ว

เงียบสนิท

ช่วงแรกเราก็อดคิดไม่ได้ว่า

“หรือเราจับไม่ถูก?”

แต่เมื่อดูอาการของฟีบัสประกอบกันแล้ว สิ่งที่เห็นกลับเป็นเด็กที่ไม่ได้เดือดร้อนอะไรจากการไม่เรอ

ตรงนี้จึงเป็นสิ่งที่อยากให้พ่อแม่ลองเปลี่ยนวิธีคิด

แทนที่จะถามว่า

“ทำไมลูกไม่เรอ?”

ลองถามว่า

“ลูกมีอาการไม่สบายหลังดูดนมหรือเปล่า?”

เพราะเสียงเรอเพียงเสียงเดียว ไม่สามารถใช้ตัดสินสุขภาพของลูกได้

ถ้าไม่เรอ แต่ลูกสบายดี ถือว่าปกติไหม?

ในหลายกรณี ถือว่าไม่ใช่เรื่องผิดปกติค่ะ

ถ้าหลังดูดนมแล้วลูก

* สงบและสบายตัว

* กินนมได้ตามปกติ

* ไม่ร้องกวนอย่างผิดปกติ

* ไม่แอ่นตัวเหมือนเจ็บ

* ไม่แสดงอาการหายใจลำบาก

* ไม่มีท้องอืดหรือความไม่สบายที่ชัดเจน

* ปัสสาวะได้ตามปกติ

* น้ำหนักและการเจริญเติบโตเป็นไปตามเกณฑ์

การไม่เรอเพียงอย่างเดียว ไม่ใช่สัญญาณว่าลูกผิดปกติ

เพราะเป้าหมายของการจับเรอคือการช่วยให้เด็กสบายตัว ไม่ใช่การทำให้เกิดเสียงเรอทุกครั้ง

แล้วควรจับเรอนานแค่ไหน?

ไม่จำเป็นต้องอุ้มลูกพาดบ่าเป็นเวลานานจนเมื่อยแขน หรือพยายามจนลูกตื่นและร้องไห้ค่ะ

สามารถลองอุ้มลูกในท่าตั้งตรง โดยประคองศีรษะและคอให้มั่นคง แล้วลูบหรือตบหลังอย่างเบามือ

หากลองอยู่ช่วงหนึ่งแล้วไม่เรอ แต่ลูกยังสบายดี

สามารถหยุดได้

แนวทางของกุมารแพทย์ระบุว่าหากลองช่วยเรอแล้วประมาณหนึ่งนาทีแต่ไม่มีเรอ ก็สามารถหยุดได้ในเด็กที่ไม่มีอาการผิดปกติ

อีกแนวทางหนึ่งระบุว่าโดยทั่วไปไม่จำเป็นต้องใช้เวลานาน การช่วยเรอเพียงไม่กี่นาทีก็เพียงพอ

ดังนั้นเราไม่จำเป็นต้องคิดว่า

“ถ้ายังไม่เรอ ห้ามวางลูก”

เพราะไม่มีหลักว่าทารกทุกคนต้องเรอให้ได้ก่อนจึงจะสามารถพักหรือนอนได้

แล้วควรจับเรอหลังดูดนมแบบไหน?

หลักสำคัญไม่ใช่การตบหลังแรง ๆ แต่คือ การจัดท่าให้เหมาะสมและทำอย่างนุ่มนวล

สามารถเลือกวิธีที่ลูกสบาย เช่น

อุ้มพาดบ่า

อุ้มลูกให้ตัวตั้งตรง พาดศีรษะบริเวณไหล่ โดยประคองศีรษะและคอ จากนั้นลูบหรือตบหลังเบา ๆ

นั่งบนตัก

ให้ลูกนั่งพิงเล็กน้อยบนตัก ใช้มือหนึ่งประคองหน้าอกและศีรษะ แล้วใช้มืออีกข้างลูบหรือตบหลังเบา ๆ

พาดบนตักในท่าคว่ำขณะตื่น

วางลูกพาดบนตักโดยให้ศีรษะอยู่สูงกว่าหน้าอกและยังสามารถหายใจได้สะดวก จากนั้นลูบหรือตบหลังเบา ๆ

ไม่ว่าจะเลือกท่าไหน

ต้องประคองศีรษะและคอให้ดีเสมอ

และไม่จำเป็นต้องตบแรงเพื่อให้เกิดเสียงเรอ

การเรอไม่ใช่สิ่งที่ต้อง “เคาะให้หลุด” ค่ะ

แล้วเด็กกินขวดต้องเรอมากกว่าเด็กกินนมแม่ไหม?

เด็กกินขวดอาจกลืนอากาศมากขึ้นในบางสถานการณ์ โดยเฉพาะถ้าดูดเร็วหรือมีอากาศเข้าไปพร้อมกับนม

จึงอาจมีประโยชน์ที่จะพักช่วยเรอเป็นระยะ

แนวทางของกุมารแพทย์ยกตัวอย่างว่า เด็กที่กินขวดสามารถลองช่วยเรอหลังดื่มประมาณ 60–90 มิลลิลิตร และช่วยเรออีกครั้งหลังจบมื้อ

แต่ตรงนี้ต้องเข้าใจคำว่า “สามารถลอง”

ไม่ใช่

“กินครบจำนวนนี้แล้วต้องเรอ”

เพราะเด็กแต่ละคนแตกต่างกัน

ถ้าลองแล้วไม่เรอ แต่ลูกสบายดี ก็ไม่ได้หมายความว่าต้องพยายามต่อไปเรื่อย ๆ

แล้วเด็กกินนมแม่ล่ะ?

เด็กที่กินนมแม่บางคนกลืนอากาศไม่มาก จึงอาจไม่จำเป็นต้องเรอทุกครั้ง

บางคนอาจช่วยเรอเมื่อเปลี่ยนข้าง

บางคนอาจเรอหลังมื้อ

และบางคนแทบไม่เรอเลย

ดังนั้นจึงไม่มีสูตรว่า

“กินนมแม่ต้องเรอแบบนี้”

หรือ

“กินนมขวดต้องเรอทุกครั้ง”

ให้ดูสัญญาณของลูกประกอบด้วยค่ะ

ถ้าไม่เรอ แปลว่าลมจะค้างอยู่ในท้องไหม?

ไม่จำเป็นค่ะ

นี่เป็นอีกความเข้าใจหนึ่งที่ทำให้พ่อแม่กังวลมาก

เราอาจจินตนาการว่า

ไม่เรอ = ลมติดอยู่ในท้อง = ต้องปวดท้อง

แต่ร่างกายของทารกไม่ได้ทำงานแบบนั้นเสมอไป

อากาศที่อยู่ในระบบทางเดินอาหารสามารถเคลื่อนผ่านระบบทางเดินอาหารและออกทางอื่นได้ด้วย

เด็กสามารถผายลมได้ และการมีแก๊สในลำไส้ก็เป็นเรื่องที่พบได้ตามธรรมชาติ

ดังนั้นการที่ลูกไม่เรอไม่ได้แปลว่าอากาศทั้งหมดกำลัง “ติดค้าง” อยู่ในกระเพาะจนต้องระบายออกด้วยการเรอเท่านั้น

และที่สำคัญ

การร้องไห้ไม่ได้แปลว่าต้องเกิดจากลมเสมอไป

ทารกร้องได้จากหลายสาเหตุ ทั้งหิว ง่วง ร้อน หนาว ต้องการความสบายตัว ผ้าอ้อมเปียก หรือมีความต้องการอื่น ๆ

จึงไม่ควรสรุปทุกครั้งว่า

“ร้อง = มีลม = ต้องจับเรอ”

แล้วทำไมบางครั้งลูกเรอแล้วถึงแหวะนม?

การแหวะนมเล็กน้อยพบได้บ่อยในทารก

เพราะกระเพาะของทารกยังมีขนาดเล็ก และกลไกบริเวณรอยต่อระหว่างหลอดอาหารกับกระเพาะอาหารยังพัฒนาไม่สมบูรณ์เท่าเด็กโต

เมื่อมีทั้งนมและอากาศอยู่ในกระเพาะ การเปลี่ยนท่าหรือการขยับตัวหลังมื้ออาจทำให้นมบางส่วนไหลย้อนกลับขึ้นมาได้

จึงอาจเห็นว่า

เรอแล้วมีนมติดออกมาด้วย

หรือ

ไม่เรอก็ยังแหวะนมได้

ทั้งสองอย่างสามารถเกิดขึ้นได้

และการแหวะนมปริมาณเล็กน้อย โดยที่ลูกยังสบายดี กินได้ และเติบโตดี มักแตกต่างจากการอาเจียนที่ผิดปกติ

“แหวะนม” กับ “อาเจียน” ไม่เหมือนกัน

เรื่องนี้สำคัญมากกว่าการเรอเสียอีกค่ะ

แหวะนม

มักเป็นนมที่ไหลย้อนออกมาโดยไม่ต้องออกแรงมาก ลูกยังดูสบายดี และโดยทั่วไปไม่ได้มีลักษณะพุ่งอย่างรุนแรง

อาเจียน

มักมีแรงบีบตัวชัดเจนกว่า และอาจพุ่งออกมา

ดังนั้นถ้าลูกไม่เรอ แต่มีเพียงแหวะนมเล็กน้อยและยังสบายดี ไม่ควรรีบสรุปว่าเกิดจาก “จับเรอไม่ออก”

ในทางกลับกัน หากการแหวะเปลี่ยนเป็นการอาเจียนพุ่ง หรือมีอาการอื่นร่วมด้วย สิ่งที่ต้องประเมินคือ อาการของลูกโดยรวม ไม่ใช่แค่เรื่องเรอ

ถ้าลูกหลับหลังดูดนม ต้องปลุกขึ้นมาจับเรอไหม?

ถ้าลูกหลับอย่างสบายดี การไม่เรอเพียงอย่างเดียว ไม่ใช่เหตุผลที่ต้องทำให้ลูกตื่นเพื่อบังคับให้เรอ

สิ่งที่สำคัญกว่าคือเรื่อง ความปลอดภัยในการนอน

หลังให้นม หากลูกหลับ ควรจัดให้นอนหงายบนพื้นผิวที่เรียบ แข็ง และปลอดภัย

ไม่ควรใช้หมอนหนุนเพื่อยกศีรษะ

ไม่ควรใช้หมอนหรืออุปกรณ์ดันตัว

ไม่ควรให้นอนคว่ำเพื่อหวังลดการแหวะนม

และไม่ควรให้นอนบนพื้นผิวที่เอียง

แม้เด็กจะมีการแหวะนมหรือกรดไหลย้อน การนอนหงายก็ยังเป็นท่านอนที่แนะนำเพื่อความปลอดภัย

เพราะฉะนั้น

“ลูกไม่เรอ” ไม่ควรกลายเป็นเหตุผลที่ทำให้เราจัดท่านอนที่ไม่ปลอดภัยให้ลูก

แล้วถ้าลูกไม่เรอทุกมื้อ แต่บางมื้อเรอล่ะ?

ก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ค่ะ

และนี่คือสิ่งที่ทำให้เรื่องของฟีบัสน่าสนใจมาก

เพราะฟีบัสเคยเป็นเด็กที่

แทบจะไม่เรอเลย

จับยังไงก็ไม่เรอ

แต่ช่วงหลัง ๆ เราเริ่มสังเกตว่า

ฟีบัสมีเรอบ้างเป็นบางมื้อ

บางครั้งมีเสียงเรอออกมา

บางครั้งก็ไม่มี

ไม่ได้เกิดขึ้นเหมือนกันทุกมื้อ

และไม่ได้หมายความว่าเมื่อก่อนฟีบัสผิดปกติ

หรือวันนี้ที่ฟีบัสเรอได้หมายความว่าเมื่อก่อนมีอะไรผิด

มันอาจเป็นเพียงความแตกต่างของแต่ละมื้อ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงตามวัยและรูปแบบการกินของเด็ก

นี่เป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้เราเรียนรู้จากการเลี้ยงลูกจริง ๆ ว่า

พฤติกรรมของเด็กไม่ได้หยุดนิ่งอยู่กับที่

วันนี้ไม่ทำ

พรุ่งนี้อาจทำ

เมื่อก่อนทำแบบหนึ่ง

อีกช่วงหนึ่งอาจเปลี่ยนไปอีกแบบ

ดังนั้นเราไม่จำเป็นต้องเอาพฤติกรรมของลูกไปเทียบกับเด็กคนอื่นทุกเรื่อง

แล้วเมื่อไหร่ที่ควรพาลูกไปพบแพทย์?

สิ่งที่ควรทำให้เรากังวลไม่ใช่แค่

“ลูกไม่เรอ”

แต่เป็น “ลูกไม่เรอและมีอาการผิดปกติร่วมด้วย”

ควรปรึกษากุมารแพทย์หากพบว่า

* ลูกกินนมได้น้อยลงอย่างชัดเจน

* ดูดนมลำบากหรือดูดได้ไม่ดี

* ร้องหรือแสดงอาการเจ็บอย่างผิดปกติระหว่างหรือหลังมื้อ

* แอ่นตัวซ้ำ ๆ ร่วมกับอาการไม่สบาย

* อาเจียนพุ่งหรืออาเจียนแรงซ้ำ ๆ

* อาเจียนมีสีเขียว หรือมีเลือด

* น้ำหนักขึ้นไม่ดีหรือมีปัญหาเรื่องการเจริญเติบโต

* ซึมลงหรือมีพฤติกรรมเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน

* มีปัญหาการหายใจ หรือมีอาการผิดปกติอื่นที่ทำให้รู้สึกว่าลูกไม่เหมือนเดิม

ในสถานการณ์เหล่านี้ ไม่ควรพยายามแก้ด้วยการจับเรออย่างเดียว เพราะประเด็นสำคัญอาจไม่ได้เกี่ยวกับการเรอเลย

สิ่งที่เราอยากบอกพ่อแม่ที่กำลังกังวลเรื่องนี้

ถ้าลูกของคุณเป็นเด็กที่

กินนมได้ดี

สบายตัว

โตดี

และแทบไม่เรอ

อย่าเพิ่งคิดว่าตัวเองทำอะไรผิดค่ะ

ลองช่วยเรออย่างนุ่มนวลตามสมควร

ถ้าเรอออกมา ก็ดี

ถ้าไม่เรอ แต่ลูกสบายดี

ก็ไม่จำเป็นต้องฝืน

เพราะเป้าหมายของการจับเรอไม่ใช่การทำให้เกิดเสียง “เอิ๊ก” ให้ได้ทุกมื้อ

เป้าหมายคือ

ช่วยให้ลูกสบายตัว

และถ้าลูกสบายดีอยู่แล้ว

บางทีสิ่งที่ดีที่สุดที่เราทำได้ก็คือ

ไม่ต้องทำอะไรเพิ่ม

จากฟีบัส…เด็กที่แทบไม่เคยเรอ

ฟีบัสเป็นหนึ่งในเด็กที่ทำให้เราเข้าใจเรื่องนี้จากประสบการณ์จริง

เพราะช่วงหนึ่งเราแทบจะจับเรอยังไงก็ไม่เรอ

พาดบ่าแล้ว

ลูบหลังแล้ว

ตบเบา ๆ แล้ว

ลองเปลี่ยนท่าแล้ว

ก็ยังเงียบ

แต่ฟีบัสไม่ได้ดูมีปัญหาอะไรจากเรื่องนี้

เราจึงไม่ได้พยายามทำให้เขาเรอจนกลายเป็นเรื่องใหญ่

เราเลือกดูว่า

หลังจากกินนมแล้ว เขาสบายดีไหม

และคำตอบในตอนนั้นคือ

สบายดีค่ะ

แต่พอเวลาผ่านไป ช่วงหลัง ๆ ฟีบัสก็เริ่มมีเรอบ้างเป็นบางมื้อ

ทำให้เราได้เรียนรู้อีกครั้งว่า

เด็กไม่จำเป็นต้องเป็นเหมือนเดิมทุกวัน

และที่สำคัญที่สุดคือ

เราไม่ควรใช้ “เสียงเรอ” เป็นตัวชี้วัดเพียงอย่างเดียวว่าลูกปกติหรือไม่

ให้ดูทั้งตัวลูก

ดูการกิน

ดูอารมณ์

ดูการนอน

ดูการขับถ่าย

ดูการเจริญเติบโต

และดูว่ามีอาการผิดปกติร่วมด้วยหรือไม่

เพราะสุดท้ายแล้ว

ลูกไม่จำเป็นต้องเรอทุกครั้งหลังดูดนม

ขอเพียงลูกกินได้ สบายตัว เติบโตดี และปลอดภัย นั่นสำคัญกว่าการได้ยินเสียง “เอิ๊ก” มากค่ะ

ส่วนเรื่องที่ว่า

“แล้วทำไมช่วงหลังฟีบัสถึงเริ่มเรอบ้าง ทั้งที่เมื่อก่อนแทบไม่เคยเรอเลย?”

เรื่องนี้ไว้หม่ามี้จะมาเล่าให้ฟังต่อในบทความหน้า

เพราะพอเลี้ยงลูกจริง ๆ ถึงได้รู้ว่า…

เรื่องเล็ก ๆ อย่างเสียงเรอ ก็มีเรื่องให้เราเรียนรู้เกี่ยวกับลูกได้เยอะเหมือนกันค่ะ 🤍

#ลูกไม่เรอ #จับเรอ #เรอหลังดูดนม #ทารก #เด็กทารก #เลี้ยงลูก #พ่อแม่มือใหม่ #แม่และลูก #นมแม่ #นมขวด #ดูแลทารก #สุขภาพลูก #แหวะนม #กรดไหลย้อนในทารก #ความปลอดภัยในการนอน #ความรู้แม่และเด็ก #สาระคุณแม่ #หม่ามี้ฟีบัส #ฟีบัส #phbus #parenting #babycare #infantcare #breastfeeding #bottlefeeding #burpingbaby #babyhealth

8/20 แก้ไขเป็น
ค้นหา ·
ทารกไม่เรอเพราะกลืนอากาศน้อย