หน้าจอรอฟีบัสได้ แต่วันนี้ของเขารอเราไม่ได้ 🤍
“ไม่มีงานวิจัยบอกว่า งดจอแล้วเด็กจะฉลาดขึ้น”
จริงค่ะ
และหม่ามี้คิดว่า ประโยคนี้ควรได้รับคำตอบอย่างตรงไปตรงมา
เพราะการไม่ให้เด็กดูจอ ไม่ใช่ปุ่มลัดที่จะทำให้ลูกฉลาดขึ้นทันที
ไม่มีใครควรบอกพ่อแม่ว่า แค่ปิดโทรศัพท์ ปิดทีวี หรือเก็บแท็บเล็ต แล้วลูกจะมี IQ สูงกว่าเด็กคนอื่น
ไม ่มีใครควรสัญญาว่า เด็กที่ไม่เคยดูจอจะเก่งกว่าเด็กทุกคน
และหม่ามี้ก็ไม่ได้เลือกไม่ให้ฟีบัสดูจอ เพราะกำลังพยายามสร้างเด็กอัจฉริยะ
แต่หม่ามี้คิดว่า เราอาจกำลังถามคำถามผิดอยู่
แทนที่จะถามว่า
“งดจอแล้วลูกจะฉลาดขึ้นไหม?”
บางทีคำถามที่สำคัญกว่าอาจเป็น
“ในช่วงเวลาที่ลูกยังเล็ก เราอยากให้เขาใช้เวลากับอะไร?”
สำหรับฟีบัส
คำตอบของเราคือ
เราอยากใช้เวลากับเขา
เราเลือกที่จะคุยกับเขา
เล่นกับเขา
มองตาเขา
กอดเขา
ร้องเพลงให้เขาฟัง
อ่านหนังสือให้เขาฟัง
พาเขาออกไปมองโลก
ให้เขาได้จับของจร ิง
สัมผัสของจริง
คลานไปหาสิ่งที่เขาสนใจ
เอื้อมมือ
ทำของตก
หัวเราะ
เบื่อ
ร้องไห้
และค่อย ๆ เรียนรู้ว่าโลกใบนี้เป็นอย่างไร
เพราะสำหรับเด็กเล็ก การเรียนรู้ไม่ได้เกิดจากการได้รับ “ข้อมูล” เพียงอย่างเดียว
เด็กไม่ได้ต้องการแค่ภาพสวย ๆ
ไม่ได้ต้องการแค่เพลง
ไม่ได้ต้องการแค่คำศัพท์มากมายที่ไหลผ่านเข้ามา
สิ่งสำคัญมากอย่างหนึ่งของการเติบโต คือการมีปฏิสัมพันธ์กับโลก และกับคนที่อยู่รอบตัวเขา
ฟีบัสส่งเสียง
หม่ามี้ตอบกลับ
ฟีบัสยิ้ม
ป่าปี้ยิ้มกลับ
ฟีบัสมองหน้าเรา
เราก็มองหน้าเขา
ฟีบัสสนใจบางอย่าง
เราพูดกับเขาเกี่ยวกับสิ่งนั้น
สิ่งเล็ก ๆ แบบนี้อาจดูธรรมดามากสำหรับผู้ใหญ่
แต่สำหรับเด็ก มันคือการเรียนรู้
ในด้านจิตวิทยาพัฒนาการ เด็กเรียนรู้ผ่านการปฏิสัมพันธ์แบบไปกลับกับผู้ดูแล
เด็กส่งสัญญาณออกมา
แล้วมีใครบางคนตอบกลับ
เขาจึงค่อย ๆ เรียนรู้ว่าเสียงของตัวเองมีความหมาย
การสื่อสารมีความหมาย
ผู้คนตอบสนองต่อเขา
และโลกนี้เต็มไปด้วยความสัมพันธ์
เด็กไม่ได้เพียงแค่ “ดู”
แต่เขาเรียนรู้จากการมีใครบางคนอยู่ตรงนั้นด้วย
และนี่คือสิ่งที่เราพยายามมอบให้ฟีบัส
ไม่ได้หมา ยความว่าเราจะทำได้สมบูรณ์แบบทุกวัน
แน่นอนว่ามีวันที่เหนื่อย
มีวันที่งานเยอะ
มีวันที่แทบไม่มีแรงเหลือ
แต่ตราบใดที่เรายังเลือกได้
เราก็อยากเลือกใช้เวลากับเขา
มากกว่าการยื่นหน้าจอให้เขา
งานวิจัยเกี่ยวกับเด็กและหน้าจอในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้เราเห็นภาพที่สำคัญอย่างหนึ่ง
เรื่องนี้ไม่ได้มีคำตอบง่าย ๆ ว่า “จอดี” หรือ “จอไม่ดี”
เพราะบริบทสำคัญมาก
เด็กดูอะไร
ดูนานแค่ไหน
เริ่มดูเมื่ออายุเท่าไร
มีใครอยู่ด้วยหรือไม่
และที่สำคัญ
จอเข้ามาแทนที่อะไรในชีวิตของเด็ก
งานทบทวนและวิเคราะห์งานวิจัยขนาดใหญ่พบว่า การใช้หน้าจอมากขึ้นมีความสัมพันธ์กับทักษะทางภาษาที่ต่ำกว่า
ขณะเดียวกัน งานวิจัยก็พบว่าบริบทมีความสำคัญเช่นกัน
สิ่งที่เด็กดูมีความสำคัญ
การมีผู้ดูแลร่วมดูและพูดคุยกับเด็กมีความสำคัญ
รวมถึงอายุที่เริ่มใช้หน้าจอก็อาจมีความเกี่ยวข้องกับผลลัพธ์ด้านพัฒนาการบางด้าน
แต่ตรงนี้ต้องพูดให้ชัดที่สุด
ความสัมพันธ์ ไม่ได้แปลว่าเหตุและผล
เราไม่ควรเอางานวิจัยไปพูดว่า
“เด็กดูจอแล้วจะพูดช้าแน่นอน”
หรือ
“เด็กดูจอแล้วจะมีปัญหาแน่นอน”
เพราะพัฒนาการของเด็กไม่ได้มีปัจจัยเดียว
เด็กแต่ละคนมีความแตกต่างกัน
ทั้งพันธุกรรม
สุขภาพ
การนอน
สิ่งแวดล้อม
การเลี้ยงดู
โอกาสในการเล่น
การพูดคุย
และอีกหลายปัจจัย
วิทยาศาสตร์จึงไม่ได้ให้คำตอบง่าย ๆ ว่า
“เปิดจอ = ลูกมีปัญหา”
แต่สิ่งที่งานวิจัยกำลังชวนให้เรากลับมาถาม คือ
จอเข้ามาแทนที่อะไร?
และสำหรับหม่ามี้ นี่คือคำถามที่สำคัญมาก
เพราะ “ดูจอ 1 ชั่วโมง” ไม่ได้มีความหมายเหมือนกันในทุกบ้าน
จอ 1 ชั่วโมงที่มาแทนเวลานอน
ย่อมไม่เหมือนกับจอ 1 ชั่วโมงในบริบทอื่น
จอ 1 ชั่วโมงที่เด็กนั่งอยู่คนเดียว
ย่อมไม่เหมือนกับการใช้สื่อร่วมกับผู้ดูแล
จอ 1 ชั่วโมงที่เข้ามาแทนเวลาพูด คุย
ก็ไม่เหมือนกับจอ 1 ชั่วโมงที่ไม่ได้เบียดเวลาสำคัญอื่น
เพราะฉะนั้น นอกจากคำถามว่า
“เด็กดูนานแค่ไหน?”
เราอาจต้องถามด้วยว่า
เด็กดูอะไร?
ดูอย่างไร?
มีใครอยู่กับเขาหรือไม่?
และ
ในเวลานั้น เด็กกำลังไม่ได้ทำอะไร?
ถ้าหน้าจอเข้ามาแทนเวลานอน
แทนการเล่น
แทนการเคลื่อนไหว
แทนการอ่าน
แทนการสำรวจ
หรือแทนเวลาที่เด็กควรได้พูดคุยและมีปฏิสัมพันธ์กับคนจริง
สิ่งที่น่าคิดอาจไม่ใช่เพียงจำนวนชั่วโมงบนหน้าจอ
แต่คือ
สิ่งที่เด็กไม่ได้รับในเวลานั้น
สำหรับเด็กเล็ก เรื่อ งนี้ยิ่งน่าสนใจ
เพราะเด็กไม่ได้เรียนรู้จากหน้าจอได้เหมือนผู้ใหญ่
มีสิ่งที่เรียกว่า video deficit
พูดง่าย ๆ คือ เด็กเล็ก โดยเฉพาะในช่วงวัยต้น ๆ อาจมีข้อจำกัดในการนำสิ่งที่เห็นบนหน้าจอสองมิติ ไปเชื่อมโยงกับโลกจริงได้เท่ากับการเรียนรู้จากประสบการณ์ตรง
ฟีบัสอาจเห็นลูกบอลในคลิป
แต่การเห็นลูกบอลบนหน้าจอ
ไม่เหมือนกับการได้จับมันจริง
กำมันจริง
ปล่อยมันจริง
โยนมันจริง
มองมันกลิ้งไป
แล้วคลานตามมันไป
และไม่เหมือนกับการที่หม่ามี้หรือป่าปี้นั่งอยู่ข้าง ๆ แล้วพูดว่า
“นี่ลูกบอลนะ”
สำหรับเด็กเล็ก
การเรียนรู้ไม่ได้มีแค่สิ่งที่ตาเห็น
แต่มันมีการสัมผัส
การเคลื่อนไหว
เสียง
บริบท
การตอบสนอง
และความสัมพันธ์อยู่ในนั้นด้วย
นี่จึงเป็นเหตุผลที่คำว่า “สื่อการศึกษา” ไม่ได้หมายความว่า เด็กทุกวัยจะเรียนรู้จากมันได้เท่ากัน
โดยเฉพาะในวัยที่เด็กยังต้องเรียนรู้ผ่านร่างกาย ผ่านประสบการณ์ และผ่านผู้คนรอบตัว
เด็กวัยนี้ยังมีโลกสามมิติให้ค้นพบ
มีมือให้จับ
มีพื้นให้คลาน
มีเสียงให้ฟัง
มีคนให้มอง
มีอ้อมกอดให้ซุก
มีของจริงให้สำรวจ
และสำหรับเรา
สิ่งเหล่านี้ยังสำคัญมาก
อีกเรื่องที่เราสนใจ คือแม้แ ต่โทรทัศน์ที่เปิดทิ้งไว้เป็นเสียงและภาพอยู่เบื้องหลัง ทั้งที่เด็กไม่ได้ตั้งใจนั่งดู ก็เป็นสิ่งที่นักวิจัยศึกษา
เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวเด็กมีผลต่อบรรยากาศของการเล่นและการปฏิสัมพันธ์
เมื่อมีหน้าจอเปิดอยู่ตลอดเวลา
ผู้ใหญ่และเด็กอาจพูดคุยกันน้อยลง
การเล่นอาจถูกขัดจังหวะ
และความสนใจอาจถูกดึงไปจากสิ่งที่อยู่ตรงหน้า
ทั้งหมดนี้ไม่ได้แปลว่า
“หน้าจอคือศัตรู”
และไม่ได้หมายความว่า
“เทคโนโลยีเป็นสิ่งไม่ดี”
เราไม่ได้คิดแบบนั้นเลย
เราไม่ได้คิดว่าโทรศัพท์ไม่ดี
ไม่ได้คิดว่าแท็บเล็ตไม่ดี
ไม่ได้คิดว่าคอมพิวเตอร์ไม่ดี
และไม่ได้คิดว่าฟีบัสต้องโตขึ้นมาโดยไม่รู้จักเทคโนโลยี
ตรงกันข้าม
เรารู้ดีว่า
หน้าจอจะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเขาอยู่แล้ว
ฟีบัสเกิดมาในโลกแบบนี้
วันนึงเขาจะใช้โทรศัพท์
ใช้คอมพิวเตอร์
ใช้อินเทอร์เน็ต
และอาจต้องใช้เทคโนโลยีอีกมากมายที่วันนี้เรายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น
เราไม่ได้กำลังพยายามหนีโลกดิจิทัล
เราแค่ไม่อยากรีบพาเขาเข้าไป
เพราะหน้าจอไม่ได้หายไปไหน
เทคโนโลยีก็ไม่ได้หายไปไหน
มันรอฟีบัสได้
เขายังมีเวลาอีกหลายสิบปีที่จะเรียนรู้มัน
แต่สิ่งที่รอไม่ได้
คือวัยเด็กของเขา
วันนี้ฟีบัสยังเล็ก
วันนี้เขายังมองหน้าเราแล้วหัวเราะ
วันนี้เขายังเอื้อมมือมาหา
วันนี้เขายังอยากให้เราอุ้ม
วันนี้เขายังต้องการเสียงของเรา
วันนี้เขายังเรียนรู้โลก ผ่านสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเขา
และวันแบบนี้
ไม่ได้ย้อนกลับมาอีกครั้ง
เพราะฉะนั้น
เราเลือกที่จะไม่ให้ฟีบัสรู้จักหน้าจอ
ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์
แท็บเล็ต
โทรทัศน์
หรือหน้าจออะไรก็ตาม
ตราบเท่าที่เรายังทำได้
เราเลือกที่จะให้เขาดูช้าที่สุดเท่าที่เราจะทำได้
ไม่ใช่เพราะเรารู้ว่าเขาจะฉลาดขึ้น
เราไม่รู้
และไม่มีใครควรรับปากเรื่องนั้นแทนวิทยาศาสตร์
แต่เรารู้ว่า
ในเวลาที่เราไม่ได้ยื่นหน้าจอให้เขา
เรายังมีทางเลือกอื่น
เราสามารถคุยกับเขาได้
เล่นกับเขาได้
มองตาเขาได้
กอดเขาได้
ร้องเพลงให้เขาฟังได้
อ่านหนังสือให้เขาฟังได้
พาเขาออกไปดูต้นไม้ได้
พาเขาไปดูท้องฟ้าได้
ให้เขาฟังเสียงฝน
สัมผัสสายลม
มองแสงแดด
และค่อย ๆ รู้จักโลกใบนี้
ด้วยตัวของเขาเอง
เราไม่ได้คิดว่าทุกครอบครัวต้องเลือกเหมือนเรา
เพราะเราเข้าใจว่า
ทุกบ้านมีชีวิตไม่เหมือนกัน
มีพ่อแม่ที่ต้องทำงาน
มีพ่อแม่ที่ไม่มีคนช่วย
มีวันที่เหนื่อยมาก
มีวันที่ต้องทำทุกอย่างพร้อมกัน
และมีสถานการณ์มากมายที่คนภายนอกไม่มีทางเข้าใจ
การเลี้ยงลูกไม่ใช่การแข่งขัน
และบทความนี้ไม่ใช่การบอกว่า
“บ้านไหนให้ลูกดูจอ บ้านนั้นทำผิด”
นี่เป็นเพียงเหตุผลของเรา
ว่า
ทำไมบ้านเราถึงเลือกแบบนี้
เพราะสำหรับเรา
การไม่ให้ฟีบัสดูจอ
ไม่ได้หมายความว่าเรากำลังเอาอะไรออกไปจากชีวิตเขา
ตรงกันข้าม
เรากำลังเลือกใส่บางอย่างเข้าไปแทน
เราใส่เวลา
ใส่การพูดคุย
ใส่การเล่น
ใส่การมองตา
ใส่การสัมผัส
ใส่เสียงหัวเราะ
ใส่อ้อมกอด
และใส่ตัวของเราเอง
ลงไปในวัยเด็กของเขา
ดังนั้น ถ้าใครถามว่า
“งดจอแล้วลูกฉลาดขึ้นไหม?”
คำตอบของหม่ามี้คือ
ไม่รู้ค่ะ
และไม่มีใครควรรับปากเรื่องนั้นแทนวิทยาศาสตร์
เราไม่รู้ว่าการไม่ให้ฟีบัสดูจอในวันนี้ จะทำให้เขาฉลาดขึ้นไหม
แต่เราไม่เคยงดจอเพื่อให้เขาฉลาดกว่าใครอยู่แล้ว
เราแค่รู้ว่า
ในวันที่ฟีบัสยังเล็ก
เขาไม่ได้มีแค่หน้าจอให้เรียนรู้
เขามีมือของตัวเองให้ค้นพบ
มีเสียงของหม่ามี้และป่าปี้ให้จดจำ




