Onsite VS Online เรียนแบบไหนดีกว่า

เรียน Online หรือ Onsite เรียนแบบไหนดีกว่ากัน

อันนี้เราเรียนที่โรงเรียนสอนภาษา OCA นะเราเลือกเรียนเเบบ 2 ระบบ ทั้ง Online เเละ Onsite

เราว่าทั้งOnsite Online เน้นปฎิบัติหมดแต่

Onsite จะเหมาะกับการเรียนปฎิบัติมากกว่าเพราะ

เหล่าซือจะดูว่าเราสามารถออกเสียงถูกมั้ย ต้องแก้ตรงไหนรึป่าว รวมไปถึงตอนทำแบบฝึกหัด เหล่าซือก็จะตรวจทีละคนเลย

Online จะมีความสะดวกขึ้นมาหน่อยทั้งเรื่องเวลา การเดินทางต่างๆ เราสามารถเรียนที่ไหนก็ได้

เเต่เรื่องการปฎิบัติจะไม่เหมือนกับ Onsite ซึ่ง อยู่ที่จะสะดวกเปิดไมค์มั้ย ที่สำคัญเรียน Online เน็ตต้องดี

ปัญหาที่เราเจอตอนเรียน Online คือ ตอนฝนตกจะมีช่วงที่สัญญาณเน็ตขาดๆหายๆเเต่ก็พอเรียนได้

การเรียนทั้ง Onsite เเละ Online มีข้อดีข้อเสียเเตกต่างกันอันนี้เเล้วเเต่ทุกคนสะดวกว่าชอบแบบไหนหรือจะเลือกเรียนทั้ง 2 เเบบเลยก็ได้ซึ่งเราก็เป็นคนที่เลือกเรียน 2แบบเหมือนกัน

📍/โรงเรียนสอนภาษาจีน โอซีเอ

#คอร์สเรียน #เรียนออนไลน์ #ป้ายยากับlemon8 #ติดเทรนด์ #เรียนจีน

6/29 แก้ไขแล้ว

... อ่านเพิ่มเติมถ้าใครกำลังงงคำว่า “Onsite แปลว่าอะไร” เราขอสรุปแบบภาษาคนเรียนจริงๆ เลยนะคะ เพราะตอนเราเริ่มหาคอร์สเรียนก็เจอคำนี้บ่อยมาก โดยเฉพาะเวลาเทียบ “Onsite vs Online” Onsite (ออนไซต์) แปลว่า “ที่หน้างาน/ในสถานที่จริง” หรือพูดง่ายๆ คือ “ไปเรียน/ไปทำกิจกรรมที่สถานที่นั้นๆ” เช่น เรียน Onsite ก็คือไปนั่งเรียนที่โรงเรียน ไปเจอครูและเพื่อนในห้องจริง ไม่ได้เรียนผ่านหน้าจอค่ะ ตัวอย่างประโยคที่เจอบ่อย - เรียน Onsite = ไปเรียนที่สถาบัน/โรงเรียนจริง - สัมมนา Onsite = ไปเข้าร่วมที่สถานที่จัดงาน - สอบ Onsite = ไปสอบที่ศูนย์สอบหรือโรงเรียน พอรู้ความหมายแล้ว ทีนี้ถ้ากำลังตัดสินใจว่าจะเรียนภาษาจีนแบบ Onsite หรือ Online ดี เราแชร์สิ่งที่เราเจอเพิ่มจากประสบการณ์นะคะ (เราเรียนทั้ง 2 แบบเหมือนกัน) 1) ถ้าเป้าหมายคือ “ออกเสียงให้เป๊ะ” Onsite จะได้เปรียบ เวลาเรียนภาษาจีน เรื่องพินอิน/วรรณยุกต์สำคัญมาก การอยู่ในห้องเรียนจริง ครูจะได้ยินชัดว่าเราพลาดตรงไหน แล้วแก้ให้แบบทันที บางทีแค่เสียง “zh/ch/sh” หรือโทนเสียงผิดนิดเดียว ความหมายเปลี่ยนเลย ซึ่ง Onsite ครูเดินมาฟังทีละคนได้ง่ายกว่า เราเลยรู้สึกว่าฝึกปฏิบัติได้เต็มกว่า 2) Online เหมาะกับคนที่ต้องการความยืดหยุ่น Online ช่วยประหยัดเวลาเดินทางมาก เราเคยเรียนจากบ้าน/คาเฟ่ได้เลย เหมาะกับวันที่งานแน่นๆ หรืออยู่ไกลสถาบัน แต่ต้องยอมรับว่า “ความกล้าเปิดไมค์” มีผลมาก ถ้าเราไม่ค่อยพูด ไม่ค่อยเปิดกล้อง ครูก็จับจุดผิดยากขึ้น 3) เรื่องเน็ตคือหัวใจของ Online อันนี้เจอจริง โดยเฉพาะช่วงฝนตก สัญญาณขาดๆ หายๆ ทำให้ฟังพินอินไม่ชัด หรือเสียงครูดีเลย์ แล้วเราจะหลุดโฟกัสง่ายมาก ถ้าจะเรียน Online แนะนำเช็กความเร็วเน็ต/เตรียมเน็ตสำรอง หรือหาที่เรียนที่สัญญาณนิ่งๆ จะช่วยให้เรียนคุ้มขึ้น 4) เลือกแบบไหนให้เข้ากับตัวเอง (เช็กสั้นๆ) - อยากได้ครูช่วยจับการออกเสียงใกล้ชิด + มีวินัยไปเรียน: เลือก Onsite - เวลาไม่แน่นอน เดินทางลำบาก + เน้นความสะดวก: เลือก Online - ถ้าอยากได้ทั้งความเป๊ะและความยืดหยุ่น: ผสม 2 ระบบก็เวิร์ก (เราเองก็ทำแบบนี้) สรุปคือ “Onsite = เรียนในสถานที่จริง” และถ้าเป็นคอร์สภาษาจีนที่เน้นปฏิบัติ/พินอิน เรารู้สึกว่า Onsite ช่วยเรื่องการออกเสียงและการตรวจงานละเอียดมากกว่า ส่วน Online ชนะเรื่องความสะดวก แต่ต้องมีเน็ตที่ดีและต้องกล้าใช้ไมค์ค่ะ

ค้นหา ·
onsite vs online เรียนภาษา