ศัพท์แพทย์แผนไทย เกี่ยวกับโรคผิวหนัง

#พระคัมภีร์วิถีกุฏฐโรค โรคระบบผิวหนัง

ในแพทย์แผนไทยนั้นกล่าวถึงการรักษาโรคที่เกิดจาก

การผิดปกติของผิวหนังหรือ "เรื้อน"

ลักษณะของอาการผิวหนังอักเสบ แห้งกร้าน หรือเป็นตุ่มพุพอง

โดยเกิดจากความผิดปกติของธาตุทั้งสี่

(ดิน, น้ำ, ลม, ไฟ) มักเกิดขึ้นในที่ต่างๆ บนร่างกาย

เช่น ตามข้อกระดูก, บริเวณหู, หรือผิวหนังทั่วร่างกาย

เกิดในชิ้นเนื้อ เรียก โรคเรื้อน

เกิดในกระดูกเรียก กุฏฐัง

เป็นอติสัยโรครักษายากนัก บางตำราว่ารักษาไม่หาย

.

#สาเหตุของการเกิดโรคกุฏฐโรค

โรคผิวหนังมี 7 ประการหลักๆ ดังนี้:

1.กองปถวีธาตุ: เป็นสาเหตุที่เกิดจากธาตุดิน

ซึ่งทำให้เกิดอาการเมื่อยล้าในข้อกระดูก เส้นเอ็น

และทำให้ผิวหนังสาก บางครั้งอาจเริ่มจากใบหู

ก่อนที่จะลามไปที่หน้าและส่วนอื่นๆ ของร่างกาย

หากทิ้งไว้นาน อาจทำให้เกิดการบวมของนิ้วมือ นิ้วเท้า

และแผลเน่าออกมาเป็นน้ำเหลือง

แล้วแตกเป็นน้ำเหลืองเน่า กุดกินเข้าไป

.

2.กองอาโปธาตุ: สาเหตุที่เกิดจากธาตุน้ำ

ซึ่งมีผลให้เลือดและน้ำเหลืองเกิดความผิดปกติ

ทำให้ผิวหนังเกิดการเสียวและเขม่น

โดยมักเริ่มต้นที่ผิวหนังบริเวณที่เกิดอาการก่อน

เช่น บริเวณเส้นเอ็น และมักจะลามออกไปจนทำให้ผิวเนื้อชาและเหน็บชา ผิวเนื้อนวลดุจน้ำเต้า ทั่วไปจึงเรียก “เรื้อนน้ำเต้า”

นานเข้าก็ให้เมื่อยแล้วบวมนิ้วมือนิ้วเท้า

บวมทุกข้อกระดูกต่อกัน แล้วเปื่อยลามออก

เป็นน้ำเหลืองกินกุดเข้าไปทั้งนิ้วมือนิ้วเท้า

และใบหูก็หนาขึ้น ผิวหน้าเหมือนผิวมะกรูด

ผิวขาวแต่ไม่แดง รักษายาก

.

3.กองวาโยธาตุ: เกิดจากธาตุลมที่ผิดปกติ

ซึ่งทำให้ผิวหนังเกิดการอักเสบและแข็งเป็นเม็ดๆ

หรือมีลักษณะเป็นผื่น เนื้อผิวจะมีอาการชาและแตกออกเป็นขุมๆ ซ่านเข้าไปตามผิวเนื้อผิวหนัง ทำให้เนื้อแข็งเป็นข้อขอดเป็นเม็ด เท่าผลพุทรา ผลมะกรูด ผลมะนาว

ให้หนังเนื้อเป็นเหน็บชา ต่อมาแตกเป็นขุมๆเปื่อยเน่าเหม็น

กินจนกระดูกผุด้วน เรียกว่า "เรื้อนมะกรูด"

จนกลายเป็นแผลเน่า เหม็น และส่งผลให้กระดูกผุ

.

4.กองเตโชธาตุ: เกิดจากธาตุไฟที่ผิดปกติ

ทำให้เกิดอาการสะบัดร้อน สะท้านหนาว เหมือนเป็นไข้

ทำให้เมื่อยทั่วสรรพางค์กาย เกิดผื่นแดงบนผิวหนัง

โดยจะมีลักษณะ เป็นตุ่มหรือแผลที่ขึ้นเป็นระยะๆ

ลามไปยังใบหู แก้ม และหน้าผากได้

แล้วผุดแดงเป็นเม็ด สัณฐานดุจประดงเพลิง

เป็นๆหายๆอยู่ 2-3 ครั้ง ขึ้นจับที่หูก่อน

ให้ใบหูหนาและผุดแดงเป็นผื่นดังมดตะนอยกัด

แล้วลามขึ้นแก้มและหน้าผากและลามทั่วตัวดุจเพลิง

นานเข้าทำให้ตัวพอง ดุจเพลิงไหม้

แล้วจึงกุดลามกระดูกคุด รักษายาก

.

5.กรรมพันธุ์: โรคบางชนิดอาจเกิดขึ้นจากกรรมพันธุ์

หรือเกิดจากการถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษ

.

6.สามัคคีรส: เกิดจากผู้ที่กินอยู่หลับนอนด้วย

ได้รับสารหรือสิ่งกระตุ้นจากผู้อื่น

ซึ่งอาจส่งผลต่อการเกิดโรคผิวหนังในบางกรณี

.

7.บังเกิดเป็นอุปปาติกะ

เกิดขึ้นเอง โดยหาสาเหตุไม่ได้

โรคที่เกิดขึ้นโดยไม่มีสาเหตุที่ชัดเจน

และไม่เกี่ยวข้องกับความผิดปกติของธาตุในร่างกาย

.

#ประเภทของโรคเรื้อนต่างๆ

ในคัมภีร์วิถีกุฏฐโรคได้จำแนกโรคเรื้อนต่างๆ

ออกเป็น 9 ประเภท ได้แก่:

1.เรื้อนกวาง: มักเกิดที่ข้อมือ ข้อเท้า และต้นคอ

ทำให้เกิดน้ำเหลืองลามออกไป หลังจากทายาจะหายได้ในบางกรณี แต่บางครั้งก็ไม่หายขาด

2.เรื้อนมูลนก: มีลักษณะเป็นแว่นวงบนผิวหนัง

สีขาวนูนและขอบนูน ทำให้เกิดอาการคันและลามไปทั่วตัว

3.เรื้อนวิมาลา: เริ่มต้นที่หูและต้นคอ

มักทำให้เกิดแผลพุพองและคันจนเกิดอาการแสบร้อน

4.เรื้อนหูด: จะขึ้นเป็นตุ่มๆ ขนาดเล็กทั่วร่างกาย เหมือนเม็ดพริกไทยหรือผลถั่วดำ มักทำให้รู้สึกเมื่อยและมึนไปทั้งตัว

โรคนี้รักษาไม่หาย และจะคงอยู่จนสิ้นอายุขัย

5.เรื้อนเกล็ดปลา: จะเกิดที่หน้าก่อน และลามไปถึงคอและทรวงอก ผิวหนังจะเป็นเกล็ดคล้ายเกล็ดปลา สีดำ

6.เรื้อนบอน: มีลักษณะเป็นรูปรุ ที่มองเห็นไม่ชัดเจน

เป็นสีขาวหรือแดงในเนื้อรำไร

7.เรื้อนหิด: เป็นผื่นขึ้นทั่วตัว โดยมักลามไป

ในลักษณะเดียวกับกลาก

8.เรื้อนดอกหมาก: เกิดขึ้นเป็นแผลขาวๆ คล้ายดอกหมาก

เมื่อเหงื่อออกจะทำให้เกิดอาการคันและน้ำเหลืองซึม

9.เรื้อนมะไฟ: เกิดเป็นเกล็ดแดง ขอบขาว และมีขนาดใหญ่

เท่าผลมะไฟ ทำให้เกิดอาการร้อนเหมือนถูกไฟไหม้

.

การรักษาและการดูแลตนเอง

การรักษาโรคผิวหนังตามวิถีคัมภีร์วิถีกุฏฐโรคจะเน้นไปที่การปรับสมดุลธาตุในร่างกายและการบำบัดด้วยสมุนไพรธรรมชาติ โดยใช้สมุนไพรที่มีคุณสมบัติต้านการอักเสบและช่วยฟื้นฟูผิว ปรับอาหารและล้างพิษ ฟอกโลหิตให้สะอาด

นอกจากนี้ การดูแลตนเองอย่างสม่ำเสมอ

เช่น การรักษาความสะอาดผิวหนัง

การหลีกเลี่ยงสารระคายเคือง

และการรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ งดอาหารแสลง

#เรื่องโรคผิวหนัง

ทางแพทย์แผนไทย เรียกว่า เรื้อน โรคน้ำเหลืองเสีย

เลือดเป็นพิษ ส่วนแผนปัจจุบัน เรียกว่า สะเก็ดเงิน ภูมิแพ้ผิวหนัง SLE

.

โดย หมอยุ้ย ภู่หลาน แพทย์แผนไทย

2025/11/18 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมโรคผิวหนังในมุมมองของแพทย์แผนไทยนั้นมีความลึกซึ้งและเชื่อมโยงกับธาตุทั้งสี่อย่างใกล้ชิด คือ ดิน น้ำ ลม และไฟ ซึ่งแต่ละธาตุมีบทบาทและอาการแสดงที่แตกต่างกันในโรคผิวหนังที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า "เรื้อน" หรือโรคน้ำเหลืองเสีย ตามคัมภีร์พระคัมภีร์วิถีกุฏฐโรค จะแบ่งโรคเหล่านี้ออกเป็นหลายประเภทตามลักษณะและตำแหน่งของโรค เช่น เรื้อนกวางที่พบได้บ่อยบริเวณข้อกระดูก หรือเรื้อนน้ำเต้าที่ผิวหนังจะแข็งและมีอาการชา เหตุการณ์เหล่านี้เกิดจากความผิดปกติของธาตุและเลือดที่ส่งผลให้เกิดความแห้งกร้าน อักเสบ หรือแม้แต่ตุ่มพุพองตามสภาพผิว นอกจากสาเหตุหลักที่เกี่ยวข้องกับธาตุต่างๆ แล้ว แพทย์แผนไทยยังได้กล่าวถึงปัจจัยอื่นๆ เช่น กรรมพันธุ์ที่สามารถถ่ายทอดโรคผิวหนังบางอย่างได้ และสามัคคีรส ซึ่งหมายถึงการที่สารกระตุ้นจากผู้อื่นอาจส่งผลต่อการเกิดโรคผิวหนังในบางกรณี รวมถึงอุปปาติกะที่เป็นโรคผิวหนังที่เกิดขึ้นเองโดยไม่มีสาเหตุชัดเจน ความเข้าใจลึกซึ้งในประเภทของโรคเรื้อนทั้ง 9 เช่น เรื้อนหูดที่เป็นตุ่มเล็กๆ ทั่วร่างกาย หรือเรื้อนมะไฟที่ทำให้เกิดแผลร้อนเหมือนไฟไหม้ จะช่วยให้ผู้ป่วยและผู้สนใจได้มีความรู้เพื่อดูแลรักษาตนเองได้อย่างถูกวิธี สารพัดวิธีการรักษาเน้นการปรับสมดุลธาตุและการใช้สมุนไพรธรรมชาติที่มีคุณสมบัติต้านการอักเสบ ช่วยฟื้นฟูผิว และล้างพิษเพื่อขจัดสารพิษในร่างกาย นอกจากนี้ การรักษาความสะอาด และการหลีกเลี่ยงสารระคายเคืองถือเป็นวิธีสำคัญที่ช่วยลดอาการอักเสบและการลุกลามของโรคเมื่อรักษาอย่างต่อเนื่อง แพทย์แผนไทยอย่าง "หมอยุ้ย ภู่หลาน" ยังได้เสนอว่าการรับประทานอาหารที่เหมาะสม งดอาหารแสลง และการดูแลสุขภาพโดยรวมเป็นกุญแจสำคัญในการป้องกันและบรรเทาโรคผิวหนังโดยรวม รวมถึงการเข้าใจว่าสภาพทางการแพทย์ปัจจุบันอย่างโรคสะเก็ดเงิน หรือภูมิแพ้ผิวหนัง SLE มีความสอดคล้องและแตกต่างจากแนวคิดของแพทย์แผนไทยอย่างไร ซึ่งช่วยเสริมสร้างความรู้และหลากหลายทางเลือกในการดูแลสุขภาพผิวของผู้ป่วยอย่างเป็นองค์รวม