Automatically translated.View original post

Meat in the sugar ball, do not eat, will be addicted

Meat in the sugar ball, do not eat, will be addicted

1/18 Edited to

... Read moreถ้าใครเห็นลูกตาลแล้วอยากลองเหมือนเรา บอกเลยว่า “เนื้อใน” สีเหลืองอ่อนใสๆ คล้ายวุ้นนี่แหละที่อร่อย กินเพลินมาก แต่ก่อนจะจัดเต็ม ขอแชร์ประสบการณ์เรื่องการผ่าลูกตาลและข้อควรระวัง เพราะบางคนกินแล้วท้องเสีย/ปวดท้องได้จริง (โดยเฉพาะคนท้องไส้ไว) วิธีผ่าลูกตาลแบบง่ายๆ (มือใหม่ทำได้) 1) ล้างผิวด้านนอกให้สะอาดก่อน เพราะเปลือกมีฝุ่น/ยางติดได้ 2) ใช้มีดคมๆ ผ่าครึ่งตามแนวยาว ค่อยๆ ออกแรง ระวังลื่น 3) เปิดดู “เนื้อใน” จะเป็นวุ้นใสออกเหลืองอ่อน ถ้ายังขุ่นๆ แข็ง หรือมีกลิ่นแปลก แนะนำไม่กิน 4) ใช้ช้อนตักเนื้อออกมากิน หรือจะหั่นเป็นชิ้นพอดีคำก็ได้ กินลูกตาลแล้วปวดท้อง เกิดจากอะไรได้บ้าง - กินเยอะเกินไปในครั้งเดียว: ของหวาน/ใยอาหารสูง คนที่ลำไส้ไวอาจจุกแน่นหรือถ่ายเหลว - ไม่สดหรือเก็บไม่ดี: ถ้ามีกลิ่นเปรี้ยว เมือกเยอะ สีผิดปกติ เสี่ยงท้องเสีย - ล้างไม่สะอาด/ปนเปื้อน: เปลือกด้านนอกเลอะแล้วมีด/มือสัมผัสเนื้อ ทำให้เชื้อโรคปนได้ - แพ้หรือไม่ถูกกับบางคน: บางคนกินแล้วคันคอ แน่นท้อง หรือผื่นขึ้น ควรหยุดทันที โทษ/ข้อควรระวังของลูกตาล (แบบที่ควรรู้) - หวานและกินเพลิน: ถ้าทานคู่กับน้ำเชื่อม/กะทิ ยิ่งเพิ่มน้ำตาลและแคลอรี - เสี่ยงปวดท้องในคนที่กระเพาะลำไส้ไม่แข็งแรง: โดยเฉพาะถ้ากินตอนท้องว่าง - ต้องระวังความสะอาดและความสด: เพราะเป็นเนื้อฉ่ำน้ำ เสียได้ง่าย ทริคกินให้อร่อยและปลอดภัย - เริ่มจากปริมาณน้อยก่อน 1–2 ชิ้น ดูอาการ - เลือกลูกตาลที่เนื้อใส แน่น ไม่มีกลิ่นบูด/เปรี้ยว - ถ้าจะเก็บต่อ แช่เย็นในกล่องปิดฝา และพยายามกินให้หมดภายใน 1–2 วัน สรุปคือ ลูกตาลกินได้และอร่อยมาก โดยเฉพาะเนื้อในที่ใสๆ เหลืองอ่อนคล้ายวุ้น แต่ขอให้เน้น “สด สะอาด กินพอดี” ถ้าเคยกินแล้วปวดท้อง ให้ลดปริมาณหรือเลี่ยงแบบราดหวานจัด แล้วจะได้อร่อยแบบไม่ต้องลุ้นท้องพัง