ทำงานเอกชนมาตลอด แต่เลี้ยวกลับจะเป็นครู ตอนอายุ 32ปี

ตั้งแต่เรียนจบมาทำงานบริษัทเอกชนมาตลาด เมื่อถึงจุดหนึ่งที่เรายังค้นหาตัวเองไม่พบ ค้นหาตัวเองไม่เจอ กับอายุที่เริ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

ทั้งที่พยายามค้นหาตัวเองมาตลอดว่าเราเหมาะกับอะไร เราควรทำอะไร ทำอะไรถึงจะดีถึงจะรุ่ง ก็ยังคงไม่สามารถค้นหาตัวเองได้ว่าชอบว่าอยากเป็นอะไร

เคยเป็นทั้งพนักงานบริษัท เป็นนักจิตวิทยา เป็นนักจิตวิทยาพัฒนาการ นักให้คำปรึกษา เป็นทั้งฟรีแลนซ์ เป็นหมอดูรับดูดวง เป็นเจ้าของธุรกิจ

ตอนเป็นพนักงานเอกชน ก็เจอบริษัทที่มีการปรับโครงสร้าง

ตอนเป็นเจ้าของธุรกิจ ก็เจอน้ำท่วมในรอบห้าสิบปี ค่าของ ค่าทำร้าน ค่าสิ่งต่างๆ เป็นสองสามล้านบาทที่หายไปกับน้ำ

ตอนทำแบรนด์ของตัวเองทั้งความงามและบริการ เจอโควิด19 เจ๊งยับไม่เป็นท่า อีกสูญไปอีกสองสามล้าน

ไหนจะโดนโกงเงินไปอีกก็หลักล้านบาท จากคนที่ไว้ใจ

จนมาถึงจุดๆ หนึ่งที่มันเหนื่อย มันท้อ มันหมดแรงอ่ะ ไม่รู้จะยังไงกับชีวิตต่อดี เหลือหนทางหนึ่งที่ยังไม่ได้ลองคือการมาทำงานสายราชการ ซึ่งเป็นสายงานที่ไม่อยากทำมาตลอด จนวันนี้ถึงได้ลองกลับมามองเส้นทางนี้อีกครั้งหนึ่ง

ไม่รู้หรอกว่าทางที่เลือกนี้มันใช่ไหม มันถูกต้องไหม ใครที่เป็นข้าราชการ ใครที่เป็นครูอยู่มีคำแนะนำ มีอะไรอยากบอก มีอะไรอยากให้แนวทาง สามารถแนะนำได้เลยนะคะ #ข้าราชการครู #ครูผู้ช่วย #ครู #ราชการ #อาชีพครู

2025/12/12 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมถ้าคุณเป็น “พนักงานบริษัทเอกชน” มานานแล้วเริ่มรู้สึกว่าอยากเปลี่ยนเส้นทาง (เหมือนเรา) สิ่งแรกที่อยากบอกคือ…ความรู้สึกสับสนไม่ได้แปลว่าเราล้มเหลว บางทีเราแค่ยังไม่เจอที่ที่ใช่เท่านั้นเอง เราเคยลองมาหลายบทบาทมาก พนักงานเอกชน ฟรีแลนซ์ ทำธุรกิจ ฯลฯ เจอทั้งเหตุการณ์ที่ควบคุมไม่ได้อย่างปรับโครงสร้าง น้ำท่วม โควิด ไปจนถึงโดนโกง พอมาถึงจุดที่เหนื่อยจริงๆ เลยเริ่มมองงานสายราชการ/งานครูใหม่ เพราะอยากได้ “ความมั่นคง + งานที่มีความหมาย” มากขึ้น สำหรับคนที่มาจากเอกชนแล้วสนใจเป็นครู (หรือครูผู้ช่วย) เราว่ามี 5 เรื่องที่ควรเช็กตัวเองก่อนตัดสินใจ 1) เช็กแรงจูงใจให้ชัด: เราหนีความเหนื่อยจากเอกชน หรือเราอยากสอนจริงๆ? งานครูไม่ง่าย แต่ถ้ารักการสอน/อยากอยู่กับเด็ก/อยากพัฒนาคน จะมีแรงไปต่อได้ 2) ทำความเข้าใจชีวิตการทำงานครู: ภาพที่หลายคนคิดคือสอนอย่างเดียว แต่ความจริงมีงานเอกสาร งานประเมิน งานกิจกรรม งานเวร งานประชุม และงานที่เกี่ยวกับผู้ปกครองด้วย ถ้ารับได้ โอกาสไปต่อจะสูงขึ้น 3) เตรียมเอกสารและค่าใช้จ่ายล่วงหน้า: ตอนเราเริ่มขยับจริงจังจะมีค่าใช้จ่ายจุกจิก เช่น ค่าสมัคร/ค่าธรรมเนียม/ค่าอบรมต่างๆ (ของเรามีจ่ายหลักพันแบบในใบเสร็จที่เก็บไว้) วางงบประมาณไว้ก่อนจะไม่เครียด 4) เปลี่ยน “สกิลเอกชน” ให้เป็นจุดแข็ง: ข้อดีของพนักงานบริษัทเอกชนคือเรื่องระบบงาน วินัย การสื่อสาร การทำสไลด์/รายงาน การจัดการเวลา และการทำงานเป็นทีม สกิลพวกนี้ช่วยมากเวลาทำแผนการสอน ทำโครงการ หรือรับงานโรงเรียน 5) ทำแผนการเงินช่วงเปลี่ยนผ่าน: ถ้ายังต้องสอบ/รอเรียกบรรจุ ให้มีเงินสำรองอย่างน้อย 3–6 เดือน และอย่าเพิ่งรีบลาออกถ้ายังไม่พร้อม เราเคยเจ็บจากเหตุการณ์ใหญ่ๆ มาแล้ว เลยให้ความสำคัญกับกันชนการเงินมาก สุดท้าย อยากชวนคนที่เป็นพนักงานบริษัทเอกชนเหมือนกันมาคุยกันว่า “อะไรคือเหตุผลที่ทำให้เราอยากเปลี่ยน?” ส่วนตัวเรายังไม่กล้าฟันธงว่าทางนี้ใช่ 100% แต่แค่ได้เริ่มเดินไปทางที่ไม่เคยลอง ก็เหมือนได้ให้โอกาสชีวิตอีกครั้ง ถ้าใครเป็นครู/ข้าราชการครู หรือเคยเปลี่ยนจากเอกชนมาเป็นครูผู้ช่วย อยากให้แชร์ขั้นตอนที่ควรเตรียมตัวและสิ่งที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจด้วยนะคะ