SLEแพ้ภูมิตัวเองลงไต EP2.✨

EP.2 มาต่อแล้วค่า 😆

ทุกครั้งที่ไปตรวจเลือดนะ… ลุ้นยิ่งกว่าหวยออกอีกว่าจะ “รอดกลับบ้าน” หรือ “ได้แอดมิด” 🤣

ครั้งที่ 2 นี่พีคมาก

เลือดฉันหายไปแบบไร้ร่องรอย จาก 35 เหลือ 22

หมอถึงกับงง… ฉันก็งงเหมือนกัน 😂

สรุป 👉 แอดมิดค่ะ

พร้อมเลือด 2 ถุงเน้นๆ

แต่เดี๋ยวก่อน…

ให้ไป 2 ถุงแล้วเลือดไม่ขึ้นจ้า 😅

สุดท้ายโดนไป 4 ถุงเต็มๆ เลยแม่! 🩸🩸🩸🩸

หลังจากนั้นคุณหมอเปิดโหมดนักสืบ 🔍

ปูพรมหาสาเหตุว่าเลือดหายไปไหน

ตรวจแบบจุกๆ ได้แก่

💉 เจาะเลือด 4 หลอด

💉 เช็กธาลัสซีเมีย

💉 ตรวจภาวะซีด

💉 ตรวจ SLE ภูมิแพ้ตัวเอง

🫁 เอ็กซ์เรย์ปอด

❤️ ทำคลื่นไฟฟ้าหัวใจ

🚽 เก็บฉี่ เก็บอุจจาระ

🩻 อัลตราซาวด์หานิ่วในท้อง

และไฮไลต์ของทริปโรงพยาบาลครั้งนี้…

👉 ส่องกล้องทางเดินอาหาร + ลำไส้ใหญ่

พร้อมสุ่มกาชา(?) ตัดชิ้นเนื้อออกไป 1 ชิ้น 😅

เพราะเป็นก้อนเนื้อที่ มีโอกาสพัฒนาเป็นมะเร็งได้

แต่ข่าวดีคือ…

✨ ตอนนี้ ยังไม่พบเชื้อมะเร็ง นะจ๊ะ

แค่ต้องกลับมาติดตามเจ้าก้อนนี้ทุก 3 ปี

เหมือนเป็นเพื่อนเก่าที่ต้องนัดเจอกันเรื่อยๆ 😂

ตอนแรกไปหาหมอแบบสวยๆ

ดีใจมาก หมอลดยาให้แล้ว!

แต่พอผลเลือดออก…

หมอเงียบไป 3 วิ แล้วบอกว่า

👉 “คนไข้นอนแอดมิดเถอะครับ”

แล้วก็ยาวเลยจ้า

นอนโรงพยาบาลไป 1 อาทิตย์เต็ม 🏥

ชีวิตเริ่มจากการป่วย…

แต่ก็ต้องสู้ต่อไปแบบสายฮา 😆

💉#BALANCEWITHMEW #SLEแพ้ภูมิตัวเอง #lemon8ไดอารี่ #ติดเทรนด์ #PINGAN

4/4 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมจากประสบการณ์ตรงที่ผู้เขียนเล่าเกี่ยวกับการเป็นโรค SLE หรือที่รู้จักกันว่าโรคแพ้ภูมิตัวเอง ซึ่งลงไปทำลายไต แสดงให้เห็นถึงความไม่แน่นอนและความท้าทายของโรคนี้ที่ไม่ธรรมดาในชีวิตประจำวัน อย่างหนึ่งที่ผมเองก็ได้เรียนรู้จากเรื่องเล่านี้คือ ความกังวลและความไม่แน่ใจในผลตรวจเลือด ถือเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้ป่วยและคนรอบข้างต้องใช้ความอดทนสูงมาก เพราะระดับเลือดที่ลดลงอย่างรวดเร็วโดยไม่มีเหตุผลชัดเจนนี้พาให้ต้องตรวจหาสาเหตุอย่างละเอียด เช่น การตรวจเลือดจำนวนมาก การตรวจหาภาวะซีด หรือแม้กระทั่งการตรวจหามะเร็งผ่านการส่องกล้องและตัดชิ้นเนื้อ ซึ่งทั้งหมดนี้สะท้อนความซับซ้อนของโรค SLE ที่ไม่สามารถประเมินได้ด้วยวิธีง่ายๆ ในฐานะผู้ป่วยเอง การที่ต้องนอนโรงพยาบาลเป็นเวลานานถึงหนึ่งอาทิตย์หลังจากที่รู้ผลเลือด เป็นเรื่องที่ไม่ง่าย ถึงแม้นิสัยตัวผู้เขียนจะมีสไตล์ "สายฮา" ก็ตาม การรักษาต้องดำเนินไปอย่างจริงจังและเคร่งครัด เพื่อไม่ให้โรคลุกลามหรือเกิดความเสี่ยงกับชีวิต อีกเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจคือ การติดตามก้อนเนื้อที่พบบนทางเดินอาหารและลำไส้ใหญ่ ผู้ป่วยจำเป็นต้องมาตรวจติดตามทุก 3 ปี เหมือนมีเพื่อนเก่าที่ต้องนัดเจออย่างต่อเนื่อง ซึ่งวิธีนี้ช่วยป้องกันและคัดกรองโรคมะเร็งในระยะเริ่มต้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับคนที่ติดตามและอยากให้กำลังใจผู้ป่วย SLE รวมถึงผู้ที่อาจกำลังเผชิญภาวะภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติ การฟังประสบการณ์จริงและความรู้สึกแบบนี้จะช่วยเพิ่มความเข้าใจ ความเมตตา และความเข้มแข็งไปพร้อมกันได้ดี สุดท้าย การต่อสู้กับโรคเรื้อรังอย่าง SLE เป็นเรื่องของความอดทนและการดูแลตัวเองอย่างสม่ำเสมอ รับประทานยาอย่างถูกต้อง และพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอ สร้างความหวังว่าในทุกความท้าทายจะมีความสุขและแง่คิดดีๆ ซ่อนอยู่เสมออย่างที่ผู้เขียนได้ถ่ายทอดออกมา