เทียบรองพื้น KATE สูตรใหม่ กับ ขวดเทา ตัวไหนทนกว่า?
ใครกำลังเล็ง “รองพื้น KATE รุ่นใหม่” แล้วลังเลกับขวดเทา (สูตรเก่า) เราขอสรุปแบบรีวิวใช้งานจริงให้เข้าใจง่ายๆ ว่าควรเลือกตัวไหนให้เหมาะกับผิวและไลฟ์สไตล์ค่ะ (ในรูปที่เราเทียบจะเป็นแนว New vs Old ตามชื่อเลย) สิ่งที่เราเช็กทุกครั้งเวลาเทียบรองพื้น KATE คือ 4 เรื่อง: งานผิว, การปกปิด, ความติดทน/คุมมัน, และความสบายผิวระหว่างวัน เพราะบางตัวตอนทาใหม่ๆ สวยมาก แต่พอผ่านไป 4–6 ชม. อาจดรอปหรือแยกชั้นได้ 1) งานผิว (Finish) ต่างกันยังไง - สูตรใหม่จะให้ฟีล “ผิวโกลว์แบบพอดีๆ” ดูฉ่ำสุขภาพดี เหมาะกับวันที่อยากได้งานผิวใสๆ ถ่ายรูปแล้วผิวดูมีมิติ (ถ้าเป็นไลน์ KATE Real Cover Liquid Light Glow ก็จะเด่นเรื่องความโกลว์อยู่แล้ว) - ขวดเทา/สูตรเก่า จะให้ลุคเนียนแน่นกว่า ดูกริบและค่อนข้างแมตต์กว่าเล็กน้อย เหมาะกับคนที่อยากได้ผิวเป๊ะๆ หรือแต่งหน้าออกงาน 2) การปกปิด (Coverage) จากที่ลองปาดเทียบ (สูตรเก่า vs สูตรใหม่) เรารู้สึกว่าสูตรเก่ามักให้การปกปิดที่ “ชัดและแน่น” กว่าในเลเยอร์แรก ส่วนสูตรใหม่จะเน้นให้ผิวดูสวยเป็นธรรมชาติ ถ้าต้องการปกปิดมากๆ แนะนำค่อยๆ บิ้วเพิ่ม และใช้คอนซีลเลอร์เฉพาะจุดจะดูไม่หนาเกิน 3) ความติดทน/คุมมัน ถ้าวันไหนต้องเจออากาศร้อน เหงื่อออก หรือใส่แมสก์ยาวๆ สูตรเก่ามักทำได้ดีเรื่องความทนและการคุมมัน (ผิวยังดูเรียบกว่าเมื่อเวลาผ่านไป) ส่วนสูตรใหม่จะเหมาะกับคนที่อยากได้ความสบายผิว และรับได้กับความโกลว์ที่เพิ่มขึ้นระหว่างวัน ทริคให้ “สูตรใหม่” ทนขึ้นแบบที่เราทำ - ลงสกินแคร์ให้ซึมก่อน 5–10 นาที แล้วค่อยลงรองพื้น - ใช้ไพรเมอร์บริเวณ T-zone - เซ็ตแป้งบางๆ เฉพาะจุดที่มันง่าย (ไม่ต้องทั่วหน้า) - ปิดท้ายด้วยสเปรย์ล็อกเมคอัพ 4) เลือกยังไงให้เหมาะกับผิว - ผิวมัน/ผสมมัน: เอนเอียงไปทางขวดเทา (สูตรเก่า) หรือถ้าชอบสูตรใหม่ ให้เซ็ตแป้งเพิ่มบริเวณ T-zone - ผิวแห้ง/ขาดน้ำ: สูตรใหม่จะเข้าทางกว่า เพราะงานผิวดูชุ่ม ไม่เน้นความแห้งแมตต์ - ผิวผสม: ใช้สูตรใหม่ได้ แต่ต้องมีเทคนิคเซ็ตเฉพาะจุด จะได้ทั้งผิวสวยและไม่เยิ้ม ถ้าถามว่า “ตัวไหนทนกว่า” ในประสบการณ์เรา สูตรเก่ามักชนะเรื่องความทนและความคุมมัน แต่ถ้าถามว่า “ตัวไหนผิวสวยกว่าแบบใสๆ” สูตรใหม่ทำได้ดีมาก โดยเฉพาะสายงานผิวโกลว์กำลังดีค่ะ

