แท้จริงแล้วมะนุดทุกคนมีสมองส่วนเรปทีเลียน brain
วิทย์พูดว่า เรปทีเลียนคือส่วนสมองเก่าแก่ที่สุดที่ทำงานแบบอัตโนมัติ ควบคุมการหายใจ การเต้นหัวใจ การตอบสนองเมื่อเห็นภัย และพฤติกรรมที่ทำให้รอดในอดีต มันคือระบบเตือนภัยพื้นฐานที่ทำให้เราปฏิบัติแบบออโต้เมื่อรู้สึกไม่ปลอดภัย
จิตวิญญาณพูดว่า เรปทีเลียนคือรากเหง้าของสัญชาตญาณและความทรงจำของบรรพบุรุษ มันถือความกลัวที่ยัง ไม่ถูกเยียวยาและแพทเทิร์นการเอาตัวรอดจากรุ่นสู่รุ่น เมื่อเราจะตื่นขึ้นหรือเปลี่ยนแปลงส่วนนี้จะถามก่อนเสมอว่าสิ่งใหม่นั้นปลอดภัยหรือไม่
สัญญาณว่ารูปแบบเรปทีเลียนยังครอบงำ โกรธหรือกลัวง่าย ยึดติดกับพฤติกรรมซ้ำแม้รู้ว่าทำร้ายตัวเอง กลัวการเปิดใจหรือกลัวการเปลี่ยนแปลง ร่างกายตึงเครียดโดยไม่ทราบสาเหตุ
Reptilian Complex (สมองส่วนกิ้งก่า)
อยู่ในบริเวณ สมองส่วนก้านสมอง
(Brainstem) และ Basal Ganglia
ทำหน้าที่เกี่ยวกับสัญชาตญาณการเอาตัวรอด
เช่น
ควบคุมการหายใจ
การเต้นของหัวใจ
ความก้าวร้าว การป้องกันตัว
พฤติกรรมที่เป็นพิธีกรรมซ้ำๆ ตามแบบแผน
2. Limbic System (สมองสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม)
เกี่ยวข้องกับอารมณ์ ความทรงจำ ความผูกพัน
3. Neocortex (สมองมนุษย์)
เกี่ยวข้องกับเหตุผล ภ าษา จินตนาการ ความคิดขั้นสูง
ดังนั้น สมองที่จัดว่าเป็น Reptilian หลักๆ คือ
Brainstem (medulla, pons, midbrain)
Basal Ganglia (caudate nucleus, putamen, globus pallidus)
การมีเรปทีเลียนไม่ใช่สิ่งเลวร้าย ต่อให้ไม่ชอบ สมองส่วนนี้ก็อยู่ในร่างกายมาตั้งแต่เกิดอยู่แล้ว
เพราะมันทำให้เรารู้จักเอาตัวรอด แต่เมื่อจะเติบโตทางจิตวิญญาณ เราต้องเรียนรู้จะให้มันเชื่อใจและร่วมทางไปด้วยกัน อย่าโกรธหรือปฏิเสธส่วนนี้ของตัวเอง ให้เห็นมัน กอดมัน แล้วชวนมันเดินไปสู่ความปลอดภัยและการเปิดกว้าง
สมองส่วนเรปทีเลียน หรือที่เรียกว่า "สมองส่วนกิ้งก่า" เป็นส่วนลึกที่สุดของสมอง ที่ควบคุมพฤติกรรมที่เราทำแบบอัตโนมัติ เช่น การหายใจ การเต้นของหัวใจ หรือการตอบสนองต่อภัยอันตราย มันเป็นโครงสร้างที่มีมาตั้งแต่บรรพบุรุษของเรา เพื่อช่วยให้รอดชีวิตได้ในสภาพแวดล้อมที่แปรปรวน จากประสบการณ์ส่วนตัว เมื่อเราเข้าใจและไม่โกรธหรือปฏิเสธสมองส่วนนี้ แต่เรียนรู้ที่จะเห็นมันอย่างมีเมตตา เราจะสามารถปรับความตื่นตัวของสมองส่วนเรปทีเลียนให้ทำงานร่วมกับสมองส่วนอื่นๆ ได้ดีขึ้น ทำให้ลดความเครียดและความกังวลที่ไม่จำเป็นลงได้ โดยการฝึกฝนการรับรู้สัญชาตญาณและความรู้สึกกลัวอย่างไม่ตัดสิน เช่น การฝึกสมาธิหรือการทำกิจกรรมที่ทำให้ร่างกายและจิตใจรู้สึกปลอดภัย สามารถช่วยให้สมองส่วนนี้เชื่อใจและเปิดรับการเปลี่ยนแปลง พร้อมที่จะพาเราเคลื่อนไปสู่ความสงบและการเติบโตทางจิตวิญญาณมากขึ้น ภาพที่เห็นในบทความซึ่งแบ่งครึ่งใบหน้าและลำตัวเป็นมนุษย์และสัตว์เลื้อยคลาน สะท้อนถึงความเป็นสองด้านในตัวเรา สมองส่วนเรปทีเลียนไม่ได้เป็นสิ่งที่ควรกังวลใจ แต่มันคือกุญแจสำคัญที่ช่วยให้เราเข้าใจตัวเองในมิติของสัญชาตญาณและการเอาตัวรอดอย่างลึกซึ้ง หากเข้าใจและแปลงพลังนี้ได้ ก็จะกลายเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังในการพัฒนาชีวิตและจิตใจของเราได้จริง

ขอบคุณค่ะ