สรุปข่าวฟ้องร้องปากกาลดน้ำหนัก

การฟ้องครั้งแรกเริ่มที่ปี 2023 มีผู้ใช้ยาบอกว่าหลังจากใช้ยา Ozempic กระเพาะอาหารเป็นอัมพาตอย่างรุนแรง และหลังจากนั้นก็มีคดีฟ้องร้องในลักษณะเดียวกันเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆเลยเป็นพันๆเคส

คือ ยา Ozempic (Semaglutide) ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อรักษาโรคเบาหวานชนิดที่ 2 แต่ก็มีหลายคนเอามาเป็นปากกาลดน้ำหนัก เพราะตัวยามีสารสังเคราะห์ที่ออกฤทธิ์คล้ายกับฮอร์โมน GLP-1 ตามธรรมชาติของคน เมื่อฉีดเข้าไป

ยาจะออกฤทธิ์ทำให้กระบวนการย่อยอาหารช้าลงอย่างมาก แล้วออกฤทธิ์ต่อสมองส่วนที่ควบคุมความรู้สึกอิ่มและความอยากอาหาร ก้เลยทำให้ผอมเพราะกินน้อยอิ่มนาน ยาจะออกฤทธิ์อย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน ประมาณ 1 สัปดาห์

ที่มันมีการฟ้องร้องเพราะบางรายเหมือนมัน

hyper response ถึงขนาดที่บางคนบอกว่าหยุดไปเป็นเดือนๆแล้ว กระเพาะก็ยังย่อยช้ามากอยู่ บางเคสบอกว่าทำให้เค้าตาบอดด้วย แต่อันนี้บริษัทก็ออกมาว่า

น่าจะเพราะผู้ป่วยที่มีภาวะเบาหวานขึ้นตาอยู่ก่อนแล้วมากกว่า ส่วนของการที่ออกมาฟ้องว่ากระเพาะอาหารเป็น

อัมพาตเนี้ย เค้ายืนยันว่ามันไม่ถาวร เป็นสิ่งคาดการณ์ได้จากกลไกการออกฤทธิ์ของยา ซึ่งไปชะลอการบีบตัวของกระเพาะอาหารตามที่ออกแบบมา

แน่นอนว่าเรื่องนี้ยังไม่จบและน่าจะต้องรวบรวมหลักฐานไปอีกปีสองปีเลย ใครคิดจะใช้ก็ต้องรู้ side effects ที่อาจจะเกิดขึ้นประกอบการตัดสินใจด้วย

#ข่าว #ozempicforweightloss #ปากกาลดน้ำหนัก

2025/9/15 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมเผื่อใครเพิ่งเริ่มหาข้อมูล “Ozempic คืออะไร” ก่อนตัดสินใจใช้เป็นปากกาลดน้ำหนัก เรารวบรวมสิ่งที่ควรรู้แบบภาษาคนทั่วไป (อิงจากกลไกยาและประเด็นที่เป็นข่าวฟ้องร้อง) ให้ครบขึ้นกว่าข่าวสั้นๆค่ะ 1) Ozempic คืออะไร และทำไมถึงทำให้น้ำหนักลด Ozempic มีตัวยา semaglutide เดิมใช้รักษาเบาหวานชนิดที่ 2 โดยออกฤทธิ์คล้ายฮอร์โมน GLP-1 ในร่างกาย จุดที่ทำให้คนผอมลงคือ “ทำให้อิ่มเร็ว อิ่มนาน” และทำให้การย่อย/การเคลื่อนตัวของอาหารช้าลง พูดง่ายๆ คือกินน้อยลงเองเพราะไม่ค่อยหิว แต่ข้อเสียคือถ้าช้าลงมากเกินไปก็อาจเกิดอาการทางทางเดินอาหารได้ ซึ่งเป็นหนึ่งในประเด็นที่ถูกหยิบไปฟ้องร้อง 2) Ozempic ผลข้างเคียงที่พบบ่อย vs อาการที่ควรระวัง ผลข้างเคียงที่เจอบ่อย: คลื่นไส้ อาเจียน แน่นท้อง ท้องอืด เรอ เปรี้ยว ท้องผูกหรือท้องเสีย เบื่ออาหาร อาการที่ควรระวังและควรพบแพทย์: อาเจียนมากจนกินน้ำไม่ได้ ปวดท้องรุนแรงไม่หาย (กังวลตับอ่อนอักเสบ) ท้องผูกหนักหลายวันร่วมกับปวดท้อง/ท้องบวมมาก ภาวะขาดน้ำ เวียนหัว หน้ามืด หรืออาการตามัวแบบผิดปกติ (โดยเฉพาะคนเป็นเบาหวานที่มีปัญหาจอประสาทตาเดิม) 3) ประเด็น “กระเพาะอาหารเป็นอัมพาต/ย่อยช้า” ในข่าวฟ้องร้อง สิ่งที่ทำให้เป็นประเด็นคือบางคนเล่าว่าหยุดยาไปแล้วแต่ยังย่อยช้าอยู่นาน รู้สึกแน่น อิ่มค้าง หรือคลื่นไส้หนักๆ ซึ่งสอดคล้องกับกลไกที่ยาตั้งใจให้การเคลื่อนไหวกระเพาะช้าลงอยู่แล้ว แต่ถ้าร่างกายบางคนตอบสนองแรง (hyper response) อาการอาจรบกวนชีวิตมากขึ้น ตรงนี้ถ้าจะใช้จริง แนะนำให้สังเกตอาการตัวเองละเอียด และคุยกับแพทย์ถ้ามีปัญหาเรื้อรัง 4) Ozempic วิธีฉีด / Ozempic 1 mg วิธีใช้ (ภาพรวมแบบผู้ใช้ควรรู้) โดยทั่วไปเป็นยาฉีดใต้ผิวหนัง (บริเวณหน้าท้อง ต้นขา หรือต้นแขน) สัปดาห์ละ 1 ครั้ง เลือก “วันประจำ” แล้วฉีดวันนั้นทุกสัปดาห์ พยายามสลับตำแหน่งฉีด ไม่ฉีดซ้ำจุดเดิมติดๆกัน ขนาด 1 mg มักเป็นขนาดที่แพทย์พิจารณาหลังไต่ระดับจากขนาดต่ำเพื่อให้ร่างกายปรับตัว ลดโอกาสคลื่นไส้/แน่นท้อง สิ่งสำคัญคืออย่าปรับโดสเอง และอย่าใช้ตามกันเพราะแต่ละคนมีโรคประจำตัว/ความเสี่ยงไม่เหมือนกัน 5) ทริคเล็กๆ ลดอาการข้างเคียงแบบที่คนใช้มักทำกัน กินมื้อเล็กลงแต่บ่อยขึ้น เลี่ยงของมันจัด/เผ็ดจัดช่วงแรก ดื่มน้ำให้พอ เพิ่มไฟเบอร์แบบค่อยๆ (ไม่โหมทันที) และถ้าท้องผูกให้ดูพฤติกรรมการกิน-น้ำ-การขยับตัวก่อน หากอาการหนักหรือยืดเยื้อควรให้แพทย์ช่วยประเมิน เพราะบางเคสอาจไม่เหมาะกับการใช้ต่อ สุดท้าย ถึงแม้ข่าวฟ้องร้อง “ปากกาลดน้ำหนัก Ozempic” จะยังไม่จบ แต่สิ่งที่ทำได้ตอนนี้คือทำความเข้าใจกลไกยา ผลข้างเคียง และประเมินความเสี่ยงของตัวเองให้รอบด้านก่อนเริ่มใช้ค่ะ

ค้นหา ·
ปากกาลดน้ําหนัก