👁️ The Giver ~โจนาสกับผู้ให้ 🤲
The Giver
- Lois Lowry
วรรณกรรมเยาวชนเก่าแก่แนว dystopian ที่ setting ของเรื่องคือ "ชุมชน" ที่จะไม่มีความเจ็บปวด การแข่งขัน หรือแม้กระทั่งความรู้สึกที่ลึกซึ้งต่ออะไรบางอย่าง (เช่นความรัก) เพื่อนำไปสู่สังคมที่มี "ความเป็นระเบียบ" และความ "เท่าเทียม" ให้มากที่สุด
.. "Life here is so orderly, so predictable -- so painless. It's what they've chosen."
ความเป็นระเบียบที่ว่านั้นจะถูกควบคุมโดยกลุ่มคนที่เรียกว่า "ผู้อาวุโส" .. โดยผู้อาวุโสนั้นจะควบคุมกระทั่งว่าใครมีหน้าที่ทำอะไรภายในชุมชน (ประชาชนไม่สามารถเลือกอาชีพของตัวเองได้).. ใครมีหน้าที่ตั้งครรภ์และคลอดบุตร (คนที่ไม่มีหน้าที่นี้ห้ามท้องเอง มีลูกเอง).. และเด็กทารกที่คลอดออกมาจะถูกส่งไปยังครอบครัวที่ผู้อาวุโสเลือกเท่านั้น (เด็กจะไม่ได้อยู่กับแม่แท้ ๆ ของตัวเอง) เป็นต้น
🤯 ---- ความคิดเห็นส่วนตัว ---- 🤯
เนื้อเรื่องเปิดมาเหมือนเป็นเรื่องแนว utopian แต่สุดท้ายกลับกลายเป็น dystopian ที่ทุกคนโดนควบคุมแบบไม่รู้ตัว แบบที่ไม่มีใครตั้งข้อสงสัย และมีความ dark ซ่อนอยู่อย่างการ "release" ที่ทุกคนเข้าใจว่าเป็นการได้เดินทางไปยังที่ ๆ สวยงาม แต่จริง ๆ แล้วนั้น.. 😳🤯
แรก ๆ ก็รู้สึกว่าดีจังนะ concept ของ "Sameness" คือทุกคนเท่าเทียม แต่พออ่านไปเรื่อย ๆ ก็เอะ!? เท่าเทียมแบบนี้เหรอ มันทำได้ขนาดนี้เลยเหรอ!? ออกแนวพ่อแม่รังแกฉัน + ไข่ในหินแบบ mega หินสุด ๆ
และในขณะที่ทุกคนเหมือนจะมีความสุขจากการที่ไม่ต้องรับรู้ถึงความยินดี และความเจ็บปวด กลับมีคน 2 คนที่เป็นเดอร์แบกของคนทั้งชุมชน! เวลาอ่านแล้วก็อยากจะกรี้ดออกมาดัง ๆ แทน.. ทั้งสงสาร ทั้งอึดอัดแทนมาก ๆ
ทั้งนี้ทั้งนั้นคือสนุก น่าติดตาม.. เนื้อเรื่องแปลกดี แต่ไม่ได้ออกหวือหวาแฟนตาซี.. ตามเนื้อหาได้ง่าย ความหนักระดับปานกลาง สามารถเอาไว้อ่านคั่นหนังสือเนื้อหาหนัก ๆ ได้ในระดับหนึ่งค่ะ
หลายคนเสิร์ชหา “The Giver / giver” แล้วสงสัยว่าเรื่องนี้เกี่ยวกับอะไร และควรเริ่มอ่านยังไง ถ้าพูดแบบไม่สปอยล์แรง ๆ The Giver คือเรื่องของ “ชุมชน” ที่เลือกความสงบเรียบร้อยเหนือทุกอย่าง จนถึงขั้นควบคุมอาชีพ ครอบครัว การมีลูก และแม้แต่ภาษา/อารมณ์บางอย่างให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน (Sameness) ตอนแรกฉันก็เผลอคิดเหมือนกันว่า เออ…ถ้าไม่มีความเจ็บปวด ไม่มีการแข่งขัน ชีวิตน่าจะง่ายดี แต่ความรู้สึกมันค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นอึดอัด เพราะยิ่ง “เท่าเทียม” มากเท่าไร เสรีภาพกับความเป็นมนุษย์บางส่วนยิ่งถูกตัดออกไป สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้อ่านแล้วหน่วงคือแนวคิดว่า “ความทรงจำ” และ “ความรู้สึก” ไม่ได้หายไปไหน แค่มันถูกโยนภาระให้คนไม่กี่คนแบกรับแทนคนทั้งชุมชน ซึ่งทำให้เราเห็นความไม่แฟร์อีกรูปแบบหนึ่งแบบชัดมาก ๆ (ในใจนี่แบบ ทำไมต้องให้คนสองคนรับหนักอยู่ฝ่ายเดียว) จุดนี้เป็นเสน่ห์ของ Lois Lowry ที่เขียนให้เราเถียงกับตัวเองตลอดว่า สังคมที่ “ไร้ความเจ็บปวด” มันคุ้มกับราคาที่ต้องจ่ายไหม ถ้าอยากรู้ว่าเล่มนี้เหมาะกับใคร: เหมาะกับคนที่ชอบดิสโทเปียเชิงไอเดีย ไม่ได้พึ่งฉากแอ็กชันหรือแฟนตาซีหวือหวา ภาษาอ่านลื่น และพล็อตพาไปเรื่อย ๆ แบบชวนติดตาม ระดับความหนักสำหรับฉันคือ “กลาง ๆ แต่ค้างในใจ” เพราะมันทำให้เรากลับมามองคำอย่าง ความรัก ครอบครัว สีสัน ความทรงจำ ว่าจริง ๆ แล้วมันสำคัญแค่ไหน อีกอย่างที่หลายคนอาจสนใจคือ The Giver ได้รางวัล Newbery Medal (ปี 1994) และมีฉบับภาพยนตร์ด้วย ถ้าเคยเห็นโปสเตอร์ที่มีสโลแกนประมาณ “Search for truth, find freedom” โทนมันจะสื่อเส้นเรื่องเรื่องการตามหาความจริงและเสรีภาพประมาณนั้น แต่ถ้าจะให้แนะนำจากประสบการณ์ส่วนตัว ฉันว่าควร “อ่านหนังสือก่อนดูหนัง” เพราะอารมณ์อึดอัด-ตั้งคำถามมันค่อย ๆ ก่อตัวจากรายละเอียดเล็ก ๆ ในชุมชน ซึ่งหนังอาจย่อจนความรู้สึกบางชั้นหายไป ทริคเล็ก ๆ ตอนอ่าน: ลองสังเกตคำที่ชุมชนใช้บ่อย ๆ (เช่น กฎ ระเบียบ ความเหมาะสม หรือคำที่ทำให้ทุกอย่างดู “ปกติ”) แล้วถามตัวเองว่าคำพวกนี้กำลังปิดบังอะไรอยู่ โดยเฉพาะเรื่อง “release” ที่ตอนแรกเหมือนจะเป็นสิ่งดีงาม แต่พอเข้าใจความหมายจริง ๆ แล้วจะรู้สึกช็อกและมืดหม่นขึ้นทันที นี่แหละเหตุผลที่เล่มนี้ขึ้นหิ้งวรรณกรรมเยาวชนดิสโทเปียได้แบบสมชื่อ ถ้าคุณกำลังมองหาหนังสือที่อ่านไม่ยาก แต่ชวนคิดหนักหลังปิดเล่ม The Giver เป็นตัวเลือกที่ดีมาก และเป็นเล่มที่คุยต่อได้ยาวเรื่อง “ความเท่าเทียม” กับ “เสรีภาพ” เลย


