7 ต.ค.2568

คนไทยเฮ! ครม.ไฟเขียวโครงการคนละครึ่ง พลัส เดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจถึงระดับฐานราก

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้มีการพิจารณาโครงการคนละครึ่ง พลัส ตามนโยบายรัฐบาลเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ ดังนี้

เห็นชอบโครงการคนละครึ่ง พลัส วงเงินไม่เกิน 44,000 ล้านบาท โดยใช้งบประมาณรายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจ จำนวนไม่เกิน 25,000 ล้านบาท และงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวนไม่เกิน 19,000 ล้านบาท

โครงการคนละครึ่ง พลัส เป็นโครงการสนับสนุนเงินร่วมจ่ายค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการที่กำหนดให้แก่ประชาชนผู้เข้าร่วมโครงการฯ เพื่อเพิ่มอุปสงค์การบริโภคภายในประเทศ ช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพในชีวิตประจำวันแก่ประชาชนให้มีกำลังในการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น คาดว่าจะทำให้มีเม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจถึง 88,000 ล้านบาท

#คนละครึ่ง

2025/10/7 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมโครงการคนละครึ่ง พลัส ถือเป็นมาตรการสำคัญที่รัฐบาลไทยใช้กระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงหลังวิกฤตเศรษฐกิจ โดยเน้นช่วยเหลือประชาชนระดับฐานรากให้มีเงินทุนในการจับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้น ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยลดภาระค่าครองชีพแต่ยังเพิ่มการหมุนเวียนของเงินภายในประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ จากข้อมูลกำหนดช่วงเวลาการใช้จ่ายผ่านแอปเป๋าตัง ตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม ถึง 31 ธันวาคม 2568 โดยแบ่งรอบการลงทะเบียนร้านค้าและผู้ใช้สิทธิ์อย่างชัดเจน เพื่อให้กระจายเม็ดเงินได้ตรงจุดและรวดเร็ว โดยประชาชนผู้รับสิทธิ์แบ่งเป็นกลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มผู้ที่ยื่นแบบภาษีปี 2567 และกลุ่มที่ไม่ได้อยู่ในระบบภาษี โดยแต่ละกลุ่มจะได้รับวงเงินสมนาคุณแตกต่างกันเล็กน้อย เช่น ผู้ใช้สิทธิ์ที่เป็นกลุ่มเก่าเติมเงิน 2,400 บาท รัฐบาลสมทบ 2,400 บาท ส่วนกลุ่มใหม่เติมเงิน 2,000 บาท รัฐบาลสมทบ 2,000 บาท การใช้จ่ายต้องผ่านร้านค้าที่ลงทะเบียนและร้านค้าที่รับแอปเป๋าตัง รองรับการสั่งอาหารและสินค้าในช่วงเวลาที่กำหนดตั้งแต่ 06:00 ถึง 23:00 น. ของทุกวัน นอกจากนี้ ยังมีการกำหนดเงื่อนไขการใช้สิทธิ์อย่างเคร่งครัด เช่น จำกัดการใช้จ่ายไม่เกิน 200 บาทต่อวัน เพื่อกระจายสิทธิ์และป้องกันการใช้จ่ายเกินความจำเป็น อีกทั้งยังเน้นดึงดูดการบริโภคผ่านช่องทางต่าง ๆ เพื่อช่วยร้านค้าท้องถิ่นและส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนให้เติบโตควบคู่ไปด้วย โครงการนี้นอกจากจะช่วยบรรเทาค่าครองชีพแล้ว ยังเสริมสร้างระบบเศรษฐกิจให้เข้มแข็งและมีความยั่งยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากฐานการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนซึ่งเป็นส่วนสำคัญสำหรับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะยาว จึงนับเป็นโครงการที่ประชาชนและภาคธุรกิจเฝ้ารอและให้การตอบรับเป็นอย่างดีอย่างต่อเนื่อง