29 ต.ค.2568
กระทรวงการคลังเตือนใช้สิทธิ์ ‘คนละครึ่ง’ แลกเงินสด เป็นคดีอาญา ฐานฉ้อโกงรัฐ ยอมความไม่ได้
นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) และโฆษกกระทรวงการคลัง เตือนนำสิทธิ์คนละครึ่งแลกเงินสด มีความผิดฐานฉ้อโกงรัฐ ซึ่งเป็นความผิดอาญา ไม่สามารถยอมความได้ ทั้งผู้ที่รับอ้างเป็นผู้ซื้อและผู้ขาย
นายวินิจ ยังระบุว่า เพื่อปราบปรามและป้องก ันกรณีการทุจริตในโครงการ ‘คนละครึ่ง พลัส’ กระทรวงการคลังได้ร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในการเปิดปฏิบัติการสกัดขบวนการหลอกลวงสิทธิ์รัฐร้านค้า เพื่อป้องกันและปราบปรามการทุจริตในโครงการ
โฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวต่อว่า ได้จับกุมผู้กระทำผิดแล้ว 3 รายแรก ซึ่งมีพฤติกรรมโพสต์เชิญชวนซื้อ-ขายสิทธิ์ผ่านสื่อออนไลน์ แม้ยังไม่มีการแลกเงินจริงเกิดขึ้น แต่ก็ถือว่ามีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์)
อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจยังอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม โดยเบื้องต้นพบว่า ผู้กระทำผิดมีทั้งผู้ที่ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการแล้ว และยังไม่ได้ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ แต่มีแอป ฯ ‘เป๋าตังค์’ ซึ่งยังไม่สามารถสรุปได้ว่าเกี่ยวข้องกับบัญชีม้าหรือไม่
สำหรับการเฝ้าระวังและติดตามพฤติกรรมผิดปกติ กระทรวงการคลังจะร่วมกับกองบัญชาการสอบสวนกลาง และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ใช้เครื่องมือ Data Analytics เพื่อตรวจสอบเส้นทางการเงินของร้านค้าที่มีธุรกรรมผิดปกติ หากพบความผิดจะมีการส่งเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบทันที
ทั้งนี้ กระทรวงการคลังยืนยันว่าจะดำเนินการอย่างตรงไปตรงมาและถึงที่สุด เพื่อปกป้องร้านค้าที่ประกอบกิจการจริง และรักษาความโปร่งใสของโครงการคนละครึ่ง พลัส ซึ่งเป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญของรัฐบาลในการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก
การใช้สิทธิ์โครงการคนละครึ่ง พลัส เพื่อแลกเงินสดหรือการซื้อขายสิทธิ์ ถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายอย่างชัดเจน ซึ่งกระทรวงการคลังและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ย้ำเตือนประชาชนและร้านค้าอย่างต่อเนื่องถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นหากฝ่าฝืนกฎเกณฑ์นี้ การกระทำดังกล่าวนอกจากจะเป็นการฉ้อโกงรัฐตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 341 ซึ่งโทษสูงสุดคือจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับแล้ว ยังส่งผลให้ผู้กระทำผิดอาจถูกระงับสิทธิ์ในการเข้าร่วมโครงการรัฐอื่นๆ และต้องชดใช้เงินที่ได้รับคืนทั้งหมดอีกด้วย ในทางปฏิบัติ กระทรวงการคลังได้ร่วมมือกับกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางและสำนักงานตำรวจแห่งชาติในการติดตามจับกุมกลุ่มผู้ที่กระทำความผิด โดยใช้เทคโนโลยี Data Analytics วิเคราะห์เส้นทางการเงินของร้านค้าที่ทำธุรกรรมผิดปกติ รวมถึงดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานทั้งกรณีที่มีการแลกเปลี่ยนเงินจริงและกรณีที่เป็นการโพสต์เชิญชวนขายสิทธิ์ผ่านสื่อออนไลน์ นอกจากนี้ ยังมีการเฝ้าระวังพฤติกรรมของกลุ่มผู้ใช้สิทธิ์และร้านค้าอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันการใช้บัญชีม้าและการสมรู้ร่วมคิดกับกลุ่มมิจฉาชีพที่อาจส่งผลกระทบต่อความโปร่งใสของโครงการ โดยประชาชนควรใช้สิทธิ์ตามเงื่อนไขที่กำหนดและซื้อสินค้าหรือบริการจริงเท่านั้น การปกป้องความโปร่งใสในโครงการคนละครึ่ง พลัส เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการของรัฐบาลในการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก และช่วยส่งเสริมผู้ประกอบการร้านค้าจริงให้ได้รับประโยชน์อย่างยั่งยืน จึงขอความร่วมมือทุกฝ่ายเคารพกฎเพื่อรักษาโอกาสนี้ไว้สำหรับคนที่ตั้งใจใช้สิทธิ์ตามวัตถุประสงค์อย่างแท้จริง สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมและการรายงานพฤติกรรมที่น่าสงสัย สามารถติดต่อหน่วยงานที่รับผิดชอบหรือแจ้งผ่านช่องทางออนไลน์ของกระทรวงการคลังและสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้โดยตรง เพื่อช่วยกันป้องกันและปราบปรามการทุจริตในโครงการนี้อย่างมีประสิทธิภาพ

