3 พ.ย.2568
[ประสบการณ์การตรวจรถควันดำ 3 ปีที่ผ่านมา: พบอุปสรรค - หาทางแก้ไข - กดดันหน่วยงาน – ลุยงานต่อ]
1. พบอุปสรรค ที่ผ่านมาการตรวจควันดำสำหรับยานพาหนะนั้นถือว่าเป็นเรื่องน่าหงุดหงิด เพราะว่ามองด้วยตาก็เห็นว่าแสนจะดำ แต่พอค่าตรวจออกมาแล้วกลับผ่านหมด ประเด็นนี้สะท้อนถึงค่ามาตรฐานค่าความทึบแสงเดิมที่ต้องยอมรับว่าเข้มข้นไม่พอจริงๆ รถที่จะไม่ผ่านและต้องแก้ไขจะต้องมีค่าเกิน 30% ซึ่งแค่ 10% กว่าๆ 20% มันก็เห็นควันดำแล้ว เหตุนี้เป็นอุปสรรคสำหรับหน่วยงานอย่างกทม. ที่ต้องออกหน้างานไปตรวจตามด่าน หรือตามแหล่งกำเนิด เช่นอู่รถเมล์ ไซด์ก่อสร้าง พอมาตรฐานเข้มข้นไม่พอก็ไม่สามารถจัดการกับรถควันดำที่วิ่งปล่อยมลพิษทั่วเมืองได้อุปสรรคนี้เป็นหนึ่งในหลายๆข้อที่พบว่าเกินอำนาจของกทม. เราอยากจะปรับค่ามาตรฐานให้เข้มข้นก็ทำไม่ได้เพราะเป็นประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือ ทส. เหมือนกับอีกหลายๆเรื่องที่เราทำไม่ได้ เช่นตรวจรถ 6 ข้อขึ้นไปก็ตรวจไม่ได้เพราะติด พรบ. ขนส่ง และกทม. เราไม่ได้เป็นเจ้าพนักงานขนส่ง
2. อำนาจ กทม. เป็นข้อมูลครับ ฝุ่นใน กทม. มีปัจจัยมาจาก 3 ส่วน คือ ปัจจัยภายใน ปัจจัยภายนอก และ ปัจจัยธรรมชาติ แม้กระทั้งปัจจัยภายในที่ดูเหมือน กทม. มีอำนาจเบ็ดเสร็จ แต่ความจริงแล้วไม่ใช่เลยครับ เอาเฉพาะเรื่องการตรวจรถควันดำ รถ 6 ข้อขึ้นไป เป็นอำนาจตรงของกรมขนส่งทางบกที่ใช้ พรบ. ขนส่ง โดย กทม. ไม่มีอำนาจใดๆ ส่วนการตรวจรถ 4 ล้อ สาธารณะอย่าง แท็กซี่ หรือรถสองแถว กทม.ก็ไม่มีอำนาจ หรือแม่แต่รถ 4 ล้อ ส่วนบุคคลที่เรามีอำนาจแต่กฏหมายค่อนข้างอ่อน เพราะเมื่อพบรถควันดำ เราทำได้เพียงติดสติกเกอร์เตือนและอนุญาตให้รถควันดำคันนั้นทำลายสุขภาพคนกรุงเทพฯวิ่งต่อได้ อีก 30 วัน จะเห็นได้ว่ามีข้อจำกัดในเชิงระเบียบค่อนข้างมาก อย่างไรก็ตาม แม้กทม.จะไม่มีอำนาจ แต่ผู้ว่าฯสั่งการชัดว่าให้พยายามหาทางแก้ไขให้ถึงที่สุด จึงเป็นที่มา ที่เราได้ทำเรื่องเสนอ นายกรัฐมนตรี 10 ข้อ
3. หาทางแก้ไข – ติดตามหน่วยงาน หนึ่งในนั้นคือการยื่นขอให้ปรับมาตรฐานค่าความทึบแสงควันดำจากท่อไอเสียรถเข้มข้นขึ้นจาก 30% เป็น 10% ซึ่งทางกรมควบคุมมลพิษก็ได้ทำตามข้อเรียกร้องของเราบางส่วนและปรับเป็น 20% ซึ่งกว่าจะถึงจุดนี้ก็ไม่ง่าย ต้องติดตาม ขอความร่วมมือหน่วยงาน และคณะทำงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่องอยู่ตลอด เร่งขอให้ผ่านก่อนหน้าฝุ่นปีนี้ ต้องขอบคุณทางกรมที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี
ปัจจุบันยังมีข้ออื่นๆใน 10 ข้อที่เสนอนายกฯและยังเร่งติดตามอยู่ (ไว้โอกาสหน้า ผมจะขอพูดเพิ่มครับ) การติดตามการผลักดันจากกรมควบคุมมลพิษ ก็เป็นหนึ่งเรื่องเราติดตามและอยู่ระหว่างการเสนอระยะเวลาการแก้ไขรถ 4 ล้อที่ทีค่ามาตรฐานควันดำเกินให้ลดลงจากเดิมผู้ผิดมีเวลาแก้ไข 30 วัน ให้เหลือเพียง 3 วัน (เร าคงไม่อยากให้รถที่ถูกจับควันดำแล้วยังวิ่งทั่วเมืองอีก 29 วันก่อนนำไปส่งแก้ไข)
ตอนนี้ข้อสำคัญๆที่เราเสนอไปที่ยังเหลืออยู่จะเป็นของกรมขนส่งทางบก โดยเฉพาะเรื่องการให้เจ้าหน้าที่กทม. มาช่วยตรวจรถบรรทุก ที่เรายังขาดอำนาจตามพรบ.ขนส่งอยู่ หรือการปรับภาษีขึ้นสำหรับรถเก่า (แปลกที่ประเทศเรารถยิ่งเก่า ยิ่งสกปรก แต่ภาษียิ่งถูกลง ตรงข้ามกับประเทศส่วนมากที่รถยิ่งเก่า ภาษียิ่งแพงเพราะอยากจะจัดการกับรถเก่าที่ปล่อยมลพิษเยอะ) ประเด็นเหล่านี้ก็จะติดตามเรื่อยๆ
4. ลุยงานต่อ กลับมาที่เรื่องการตรวจควันดำ พอเราได้มาตรฐานใหม่แล้วก็ลุยเต็มที่ ตั้งแต่เกณฑ์ใหม่ออกมา 1 พ.ย. เราได้ลงตรวจไปแล้ว 943 คัน สั่งห้ามใช้ไปแล้ว 21 คัน วันนี้ไปสุ่มตรวจที่อู่รถเมล์และที่จอดรถสองแถวบริเวณเขตยานนาวาพบมีรถสองแถวเกินมาต รฐาน 2 คันและมีการจับปรับด้วย
งานนี้ก็ถือว่าเป็นงาน routine ที่เราต้องทำอยู่แล้วแต่ด้วยมาตรฐานใหม่ที่เข้มข้นขึ้นก็จะสามารถยกระดับการจัดการกับรถควันดำ และก็ถือว่าเป็นนิมิตหมายที่ดีที่หน่วยงานระดับชาติอย่างกระทรวงได้รับฟังข้อเสนอแนะของท้องถิ่นและได้ร่วมกันผลักดันให้เป็นจริง อย่างไรก็ดีเราก็จะมีการเก็บข้อมูลและติดตามอย่างใกล้ชิดว่า 20% มันเข้มข้นพอหรือไม่ และถ้าพบว่าไม่พอก็จะมีการขอปรับให้เข้มข้นมากกว่านี้ให้ได้ในที่สุดครับ











