10 เม.ย.69
กทม. ติวศาสตร์การบริหารภาวะวิกฤตเมือง แก่เหล่าอนาคตผู้นำเขต
รศ.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ร่วมเสวนาหัวข้อการบริหารจัดการในสภาวะวิกฤต หลักสูตรการฝึกอบรมเตรียมผู้อำนวยการเขต ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569
โดยกล่าวว่า ในการทำงานบริหารงานเมื่อเกิดภาวะวิกฤต เรามีกฎหมายรองรับ มี พ.ร.บ. ที่มอบอำนาจตามระบบไว้ชัดเจน จึงอยากให้ทุกคนให้ความสำคัญกับระเบียบและเอกสารเหล่านี้ เพราะเอกสารเหล่านั้นคือเกราะป้องกัน และเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ทำงานได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย จึงอยากให้ศึกษาระบบเหล่านี้ให้เชี่ยวชาญ เพื่อให้สามารถนำมาปรับใช้ในการปฏิบัติงานจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันตามหลักการจัดการวิกฤต ในฐานะผู้บริหารเราไม่สามารถทำทุกอย่างด้วยตัวคนเดียวได้ เมื่อมั่นใจในคนของเราแล้ว เราต้องกล้าที่จะวางงานตรงหน้าให้เขาดูแล เพื่อไปทำหน้าที่อื่นต่อ
“หัวใจสำคัญของการบริหารจัดการคือความแม่นยำและความรวดเร็ว แต่การทำอะไรให้แม่นยำในเวลาอันรวดเร็วไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะฉะนั้นต้องทำหลายคนไปพร้อม ๆ กัน เหมือนการเล่นคอนเสิร์ตร่วมกันทุกหน่วยงาน” รองผู้ว่าฯ ทวิดา กล่าว
รองผู้ว่าฯ ทวิดา กล่าวอ ีกว่า เมื่อเกิดเหตุวิกฤตมีการประกาศพื้นที่สาธารณภัยและมีการตั้งศูนย์บัญชาการ อำนาจของผู้อำนวยการเขตจะเปลี่ยนไปทันที จะมีอำนาจสั่งการได้ทุกหน่วยงานที่เข้ามาในพื้นที่ แม้แต่ผู้อำนวยการสำนักที่อาจมีตำแหน่งสูงกว่าในโครงสร้างปกติ นี่คือระบบบัญชาการที่มีกฎหมายรองรับ นอกจากนี้ การจัดการวิกฤตต้องมีระบบที่เรียกว่า MAC (Multi-Agency Coordination) หรือระบบสนธิกำลังหลายหน่วยงาน
จากประสบการณ์การบริหารในภาวะวิกฤตสำหรับผู้นำเขตในกรุงเทพมหานคร สิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งคือการเข้าใจกฎหมายและระเบียบที่รองรับภารกิจนี้อย่างถ่องแท้ เพราะเอกสารและกฎหมายเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยยืนยันความถูกต้องของการปฏิบัติงาน แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการป้องกันความเสี่ยงทางกฎหมายด้วย ในการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ ต้องยอมรับว่าการจัดการวิกฤตรวมถึงการสร้างทีมที่มั่นใจได้และกระจายงานอย่างเหมาะสมเป็นหัวใจหลัก การทำงานที่รวดเร็วแต่แม่นยำนั้นไม่สามารถทำคนเดียวได้ จึงจำเป็นต้องมีความร่วมมือแบบ Multi-Agency Coordination (MAC) ที่ทุกหน่วยงานสามารถประสานงานและสนับสนุนกันและกันอย่างใกล้ชิด การเปลี่ยนแปลงของอำนาจในระหว่างวิกฤตทำให้ผู้อำนวยการเขตมีอำนาจที่ชัดเจนและครอบคลุมขึ้น เพื่อควบคุมสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ในฐานะผู้นำเขต การฝึกอบรมและประสบการณ์จริงช่วยเพิ่มทักษะการตัดสินใจในภาวะกดดัน การรู้จักใช้เครื่องมือและระบบสนธิกำลังได้อย่างคล่องตัวสามารถสร้างความมั่นใจในการบริหารจัดการได้มากขึ้น ซึ่งเป็นการเตรียมพร้อมต่อต้านสถานการณ์ไม่คาดคิด และยังช่วยให้ความปลอดภัยของประชาชนได้รับการดูแลอย่างดีที่สุด สุดท้ายแล้ว การบริหารจัดการภาวะวิกฤตในเมืองหลวงอย่างกรุงเทพมหานครต้องผสมผสานระหว่างความรู้ทางกฎหมาย ความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน และการพัฒนาทักษะผู้นำเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุดสำหรับชุมชนและเมืองต่อไป
