8 พ.ค.69

'ชัชชาติ' แจงสถานะการเงินบวกต่อเนื่อง 3 ปีซ้อน ชี้ประหยัดงบประมูล-จัดระเบียบเก็บภาษี นำเงินสะสมจ่ายหนี้บีทีเอส 7 หมื่นล้าน

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD เพื่อประเมินผลการดำเนินงานและทบทวนบทเรียนตลอดระยะเวลาเกือบ 4 ปี ในการดำรงตำแหน่งผู้บริหารสูงสุดของกรุงเทพมหานคร (กทม.) โดยได้พูดถึงประเด็นสำคัญด้านการบริหารจัดการงบประมาณและภาระหนี้สินของเมือง

ชัชชาติ เปิดเผยถึงหลักการบริหารการเงินของ กทม. ว่า เป็นการจัดทำงบประมาณแบบสมดุล (Balanced Budget) โดยเริ่มจากการประมาณการรายได้ที่จะจัดเก็บได้ แล้วจึงตั้งกรอบรายจ่ายให้สอดคล้องกัน เพื่อหลีกเลี่ยงการกู้ยืมเงินและสร้างภาระหนี้สาธารณะเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ผ่านมามีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่า กทม. ใช้งบประมาณน้อยลงหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งผู้ว่าฯ กทม. ได้ปฏิเสธข้อดังกล่าวอย่างสิ้นเชิง

พร้อมชี้แจงว่า ส่วนต่างของงบประมาณที่เกิดขึ้นนั้น เป็นผลสัมฤทธิ์จากประสิทธิภาพในการบริหารงาน 2 ด้านหลัก ได้แก่ การกวดขันจัดเก็บรายได้ที่เพิ่มขึ้นและมีความรัดกุมมากขึ้น ทั้งภาษีโรงเรือนและที่ดิน ภาษีป้าย รวมถึงรายได้อื่น ๆ ประกอบกับความโปร่งใสในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างและการประมูลโครงการต่างๆ ที่ทำให้ต้นทุนการดำเนินงานของ กทม. ถูกลงจนเกิดเป็นเม็ดเงินคงเหลือ

ชัชชาติ กล่าวว่า เงินส่วนต่างที่ประหยัดได้เหล่านี้ ไม่ใช่ว่าเราไม่นำไปใช้งาน แต่เม็ดเงินดังกล่าวจะถูกนำส่งเข้าเป็นเงินสะสม ของกรุงเทพมหานคร เพื่อเตรียมนำไปจัดตั้งเป็นงบประมาณในปีถัดไป ซึ่งตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา การบริหารงบประมาณของ กทม. มีผลประกอบการเป็นบวกมาโดยตลอด สะท้อนให้เห็นถึงวินัยทางการเงินที่เข้มแข็ง

ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ระบุถึงเหตุผลสำคัญที่ กทม. จำเป็นต้องรักษาวินัยทางการเงินและเร่งเพิ่มเงินสะสมอย่างเคร่งครัด ว่าเป็นเพราะ กทม. มีภาระผูกพันทางการเงินที่มหาศาลรออยู่ นั่นคือการชำระหนี้โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว (บีทีเอส) ซึ่งถือเป็นโจทย์ใหญ่และภาระหนักที่สุด ที่ผ่านมา กทม. ได้เบิกจ่ายเงินเพื่อชำระหนี้ในส่วนนี้ไปแล้วกว่า 60,000 - 70,000 ล้านบาท

ซึ่งชัชชาติได้เปรียบเทียบให้เห็นภาพว่า เม็ดเงินจำนวนมหาศาลนี้ หากนำไปพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอื่น จะสามารถสร้างโรงพยาบาลได้ถึง 10 แห่ง สร้างโรงเรียนได้อีกหลายสิบแห่ง หรือสามารถพัฒนาระบบรถเมล์และรถไฟฟ้าสายอื่น ๆ ได้อีกเป็นจำนวนมาก

ในตอนท้าย ชัชชาติ กล่าวยืนยันว่า แม้ภาระหนี้สินดังกล่าวจะเป็นมรดกตกทอดมาจากผู้บริหารในอดีต แต่ในฐานะผู้บริหารชุดปัจจุบัน ก็ถือเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบที่ต้องเข้ามาแก้ไขปัญหา โดยที่ผ่านมา ทีมผู้บริหารได้พยายามต่อสู้ตามกระบวนการทางกฎหมายอย่างถึงที่สุด เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนและรักษาเสถียรภาพทางการเงินของ กทม. ให้รอบคอบที่สุด แต่ท้ายที่สุดเมื่อศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาออกมา กทม. ก็พร้อมที่จะน้อมรับและปฏิบัติตามคำสั่งศาลอย่างเคร่งครัดต่อไป

#TheStandard #ชัชชาติสิทธิพันธุ์ #ผู้ว่ากทม #กทม #BMA

5/8 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมจากประสบการณ์ที่ได้ติดตามและสนใจวิธีบริหารจัดการงบประมาณของกรุงเทพมหานคร พบว่าแนวทางการจัดทำงบประมาณแบบสมดุล (Balanced Budget) ที่ชัชชาติใช้ ถือเป็นแนวทางที่ช่วยสร้างความมั่นคงทางการเงินให้กับเมืองหลวงที่มีต้นทุนสูงและภาระทางการเงินมากมาย การประหยัดงบผ่านการจัดระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างและการประมูลโครงการนั้น นอกจากช่วยลดภาระทางการเงินแล้วยังเพิ่มความโปร่งใส ลดโอกาสทุจริตที่อาจเกิดขึ้น ทำให้ประชาชนมีความเชื่อมั่นในระบบบริหารงานของ กทม.มากขึ้น ในด้านการชำระหนี้โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว (บีทีเอส) ซึ่งเป็นภาระผูกพันของ กทม. มูลค่ากว่า 70,000 ล้านบาท ถือเป็นภาระใหญ่ที่เป็นผลพวงจากการบริหารในอดีต ความตั้งใจที่จะรักษาวินัยทางการเงินและเพิ่มเงินสะสมอย่างต่อเนื่อง 3 ปีติดต่อกัน ช่วยป้องกันการก่อหนี้ใหม่และรักษาเสถียรภาพการเงินของเมือง หากเปรียบเทียบเม็ดเงินจำนวนนี้กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอื่น เช่น การสร้างโรงพยาบาลหรือโรงเรียน นับว่าการบริหารงบประมาณในลักษณะนี้ต้องมีวิสัยทัศน์และความรับผิดชอบอันสูงส่ง เพราะแม้จะจำเป็นต้องทุ่มเงินให้การชำระหนี้ แต่ก็ยังคงต้องวางแผนเพื่อการพัฒนาสาธารณูปโภคอื่น ๆ ที่จำเป็นต่อประชาชนในอนาคต สรุปแล้ว การที่ กทม. ใช้วิธีการบริหารจัดการงบประมาณและรายได้อย่างรัดกุม พร้อมกับการยืนยันบนหลักกฎหมายและคำตัดสินของศาลปกครองสูงสุด เป็นภาพสะท้อนถึงความตั้งใจจริงในการแก้ไขปัญหาหนี้สะสมและพัฒนาเมืองอย่างรอบคอบ เพื่อประโยชน์สูงสุดของพี่น้องประชาชนในกรุงเทพมหานคร