ลาออกจากงานอายุ28

#รีวิวครึ่งปี #ลาออกจากงานประจำ #แชร์ประสบการณ์

ที่ทำงานครั้งแรก > ทำมา6ปี7เดือน ผอ. เพื่อนร่วมงานดีมาตลอด พอ2ปีหลังมีข้าราชการบรรจุมาใหม่ทำงานเก่งแต่เอาแค่งานตัวเองชอบพลักภาระที่ไม่ใช่หน้าที่เรา เอาตำแหน่งมาบีบบังคับให้เราทำ รวมๆแล้วออกเพราะโดนเอาเปรียบในการทำงาน

ที่ทำงานที่2 > ทำได้แค่8เดือน ได้งานนี้แบบฟลุ๊กๆ มีหัวหน้าดีแต่เจอเพื่อนร่วมงานไม่ดี ชอบแซะ นินทาคนนั้นคนนี้ ยุแยงให้คนนั้นคนนี้มีกิ๊ก แขวะเก่ง บลาๆๆๆ แล้วพอเราไม่นินทาด้วยเขาก็มองว่าเราไม่เข้าพวกแตกต่างแล้วก็ทำเหมือนเราเป็นอากาศในห้องบางทีก็มองนะคนที่อยู่ก่อนๆเขาปั้นหน้ายิ้มเก่งกันเนาะอยู่กันตั้งหลายปี เราไม่ได้เป็นประเภทโลกส่วนตัวสูงนะแต่รู้สึกว่าในห้องนั้นมีแต่มลพิษอ่ะไม่มีบรรยากาศดีๆเลย นั้นแหละเป็นเหตุที่ให้เราลาออก

…ทีแรกก็ยังไม่อยากลาออกเพราะยังหางานสำรองไม่ได้ แต่เราต้องเอา✨สุขภาพจิต✨เราไว้ก่อนถึงเงินจะมีสำรองไม่ถึง1หมื่นก็เถอะ ออกมาก็ไม่เคยอยู่เฉยเลยยื่นresumeไปทุกบริษัททุกโรงพยาบาลที่สนใจวิ่งหาสอบจากภาคอีสานไปกทม.อยู่15วัน

…ตอนออกมาอยู่บ้านท้อมากพ่อแม่ก็เป็นห่วง ญาติมาเจอเราอยู่ที่บ้านก็บ่นว่าเราไม่มีความอดทน บลาๆ~ แล้วเราเป็นคนคิดมากเอาความคิดคนอื่นมาใส่ใจทุกคำนอนไม่หลับ กินข้าวไม่ได้ ตื่นกลางดึก หลับๆตื่นๆกลัวตัวเองจะเป็นโรคซึมเศร้ามากเลยค่ะ

🍃❤️เพื่อนๆพี่ๆให้คำปรึกษาได้ทุกคนเลยนะคะ อันไหนที่เราควรปรับปรุงบอกได้เลยค่ะ

6/26 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมจากประสบการณ์การลาออกจากงานเมื่ออายุ 28 ปีที่ได้เล่ามานั้น สิ่งหนึ่งที่ต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่งหลังลาออกคือการดูแลสุขภาพจิตของตนเอง เพราะการถูกเอาเปรียบหรือพบเจอกับเพื่อนร่วมงานที่มีพฤติกรรมไม่ดีสามารถส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจอย่างรุนแรง หลังจากที่ตัดสินใจลาออก แม้ว่าจะมีเงินสำรองแค่ประมาณหนึ่งเดือน แต่สิ่งที่ต้องทำคือการหางานใหม่อย่างรวดเร็วและไม่ทิ้งตัวเองอยู่เฉยๆ การยื่นเรซูเม่ไปทุกที่ที่สนใจและไล่หาสอบจากภาคอีสานจนถึงกรุงเทพฯ เป็นวิธีที่ดีในการเปิดโอกาสตัวเอง หากเพื่อนๆ หรือคนรอบข้างให้คำปรึกษาดีๆ ก็อย่าลังเลที่จะรับฟังและปรับตัวในจุดที่ควรจะปรับ ขณะที่อยู่บ้านหลังลาออก อาการคิดมากหรือวิตกกังวลถึงขั้นนอนไม่หลับหรือกินข้าวไม่ลงเป็นเรื่องเกิดขึ้นได้ เพราะคนรอบข้างบางครั้งอาจจะเข้าใจผิดและมองว่าคนลาออกไม่มีความอดทน แต่สิ่งที่สำคัญคือ ต้องตั้งใจฟังเสียงจากใจตัวเองก่อนหาคำตอบที่แท้จริงว่าต้องการอะไร อีกทั้ง ควรพยายามสร้างบรรยากาศที่ดีโดยรอบตัว เช่น ใช้เวลาทำกิจกรรมที่ชอบ พบปะพูดคุยกับเพื่อนที่ให้กำลังใจ หรือออกกำลังกายเบาๆ เพื่อช่วยให้จิตใจแจ่มใสขึ้น การดูแลสุขภาพจิตอย่างจริงจังเทียบเท่าการดูแลสุขภาพร่างกายจะช่วยให้พร้อมรับมือกับความท้าทายในสายงานใหม่ได้อย่างมั่นใจ ท้ายที่สุด ความกล้าหาญและการยืนหยัดเพื่อความสุขในชีวิตการทำงานเป็นเรื่องสำคัญ อย่ากลัวที่จะเปลี่ยนแปลงและมองหาหนทางใหม่ที่เหมาะสม เพราะประสบการณ์ที่เคยผ่านมา สร้างความแข็งแกร่งให้กับเรามากขึ้นในทุกๆ ก้าวที่เดินไป