Automatically translated.View original post

There is company welfare...But why prepare the reserves to pay for themselves?

Of course, the most reassuring office worker is an employee card with medical benefits, right?

But tell me, 2026 is scarier than it looks.

From Survey Top-tier Private Hospital Room Cost

📍 Hospital A: Starting room fee 8, xxx - 12, xxx baht / night

📍 Hospital B: Average Per Case Treatment (IPD) 50, xxx - 150, xxx Baht

Come back and look at most of the welfare we have.

✅ Social Security: Choosing the hospital itself is difficult and the queue is long.

✅ Group Insurance: Most of the room costs 2,000 to 4,000 baht.

See the difference yet? 😱

If you have to add three nights, the room-only difference can reach 20,000 baht + +. This does not include drug and doctor fees that increase every year.

It doesn't count if an emergency leaves work and doesn't get a new job as if we don't have health insurance, and if it takes welfare, it's over!

How should we deal?

Wouldn't it be better if you had insurance to pay for the hospital?

"Top-up" Select a charter-focused insurance plan to close these differences.

Who's not sure if the welfare available is enough?

We are AIA agents who have been planning finance for themselves for almost 10 years. Confide us, we choose the best for our customers, we like to give ourselves.

Line: prangwong

Say hello. Welcome to recommend for free. 💖

# AIAThailand # Financial planning # Salary man # Insurance review # Employee welfare

4/4 Edited to

... Read moreจากประสบการณ์ที่ฉันได้สัมผัสและศึกษาข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับค่ารักษาพยาบาลในโรงพยาบาลเอกชนระดับพรีเมียม พบว่าราคาค่าห้องพักต่อคืนในบางโรงพยาบาลอาจสูงถึงเกือบ 12,000 บาท และโดยเฉลี่ยค่าใช้จ่ายต่อเคสผู้ป่วยในโรงพยาบาลทั่วไปก็สามารถแตะถึงแสนบาทได้ นี่คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้แม้ว่าพนักงานออฟฟิศจะได้รับสวัสดิการจากบริษัท เช่น ประกันสังคมหรือประกันกลุ่ม ที่มักจำกัดค่าห้องไว้เพียง 2,000-4,000 บาทต่อคืน การใช้สิทธิ์ก็อาจทำให้เกิดส่วนต่างราคาที่ต้องจ่ายเพิ่มเองจำนวนมาก ฉันเองก็เคยเจอสถานการณ์ที่ต้องแอดมิทในโรงพยาบาลเอกชน จากประสบการณ์นี้พบว่าค่าห้องและค่ารักษาที่เกินกว่าสวัสดิการบริษัทครอบคลุมส่งผลให้ต้องเตรียมเงินสำรองไว้ฉุกเฉินจริงๆ หลายครั้งที่ส่วนต่างค่าห้องรวมทั้งค่ายาและค่าหมอที่พุ่งสูงขึ้น ทำให้เกิดความกังวลใจเรื่องค่าใช้จ่ายโดยตรง นอกจากเรื่องค่าใช้จ่ายตรงนี้แล้ว ไม่นับรวมว่าหากเกิดเหตุฉุกเฉินจนต้องออกจากงานโดยไม่มีรายรับ หรือรอจ้างงานใหม่ อาจกลายเป็นช่วงเวลาที่ไม่มีความคุ้มครองทางประกันสุขภาพให้เพียงพอ เป็นเรื่องที่ควรคำนึงถึงในการวางแผนชีวิตและการเงินส่วนบุคคล เพื่อรับมือกับความเสี่ยงนี้ ฉันอยากแนะนำให้คนที่มีสวัสดิการประกันสุขภาพจากบริษัท ลองพิจารณาเลือกซื้อประกันสุขภาพแบบเติมส่วนต่าง (Top-up) ที่เน้นจ่ายเหมาจ่ายสำหรับส่วนต่างค่าใช้จ่ายที่สวัสดิการบริษัทไม่ครอบคลุม ซึ่งประกันแบบนี้จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายโดยรวมและเพิ่มความอุ่นใจเมื่อต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาลเอกชนราคาสูง ทั้งนี้การวางแผนการเงินในส่วนนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญมากๆ ฉันเองใช้วิธีคุยและปรึกษากับตัวแทนประกันที่มีประสบการณ์หลายปีเพื่อได้คำแนะนำที่ตรงกับความต้องการและงบประมาณของตัวเอง ซึ่งแนะนำว่าควรเลือกคนเชี่ยวชาญที่รับฟังและพร้อมแนะนำอย่างใจจริง สุดท้ายนี้ ทุกคนควรเช็คความพร้อมของสวัสดิการที่ตนเองได้รับอย่างละเอียด รวมถึงเตรียมเงินสำรองและเลือกประกันเติมส่วนที่ขาดเพื่อป้องกันความเสี่ยงเรื่องสุขภาพและค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตอย่างไม่คาดคิด การลงทุนด้านสุขภาพจึงถือเป็นสิ่งที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับทุกคนในยุคนี้