Shining a brown ostrich in a World Heritage Site forest.
The brown wood-owl is a resident owl in South Asia, from India and Sri Lanka, to the east to western Indonesia and southern China.
The brown ostrich is a medium-sized bird, about 45-57 centimeters in size, dark brown eyes, black-grey bill, dark orange-brown forehead, dark brown sam-grey head and upper body, with white and blue-white spots on the head and upper body, white lower body with dark-brown cross-stripes, black-haired shin and feet.
It is found in India, China, Hainan Island, Taiwan, Sudan, Burma, Malaysia, Vietnam, Tonkin, and Laos. For Thailand there are northern, northwestern, southern regions. It is found along the Chrysanthemum forest, backwoods, mountainous rainforests, and moist rainforests, from flat ground until a height of 2,590 meters above sea level.
Nocturnal, often single-handedly or in pairs, often perched along tight-leaved branches during the day, or hiding in tree hollows, which may also avoid flocks of birds that feed during the day.
The brown ostrich is a protected wildlife, according to the Wildlife Reserve and Protection Act, 2019.
Source: Kaeng Krachan National Park - Kaeng Krachan National Park, Phetchaburi Province
# The rapids National Park # Phetchaburi # Brown wild hornbill # Protected wildlife # National Park Service
นอกจากลักษณะทางกายภาพที่โดดเด่นของนกเค้าป่าสีน้ำตาลแล้ว นักดูนกและนักเดินป่ายังชื่นชอบการส่องนกชนิดนี้เนื่องจากพฤติกรรมที่น่าสนใจและความสำคัญในระบบนิเวศป่าไม้ นกเค้าป่าสีน้ำตาลมีบทบาทสำคัญในการควบคุมประชากรของสัตว์ตัวเล็ก ๆ เช่น หนูและแมลงต่าง ๆ โดยช่วยรักษาสมดุลในห่วงโซ่อาหารของป่าไม้ธรรมชาติ นอกจากนี้ การพบเห็นนกเค้าชนิดนี้ยังบ่งบอกถึงสภาพแวดล้อมที่ยังคงมีความสมบูรณ์ อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานซึ่งเป็นพื้นที่มรดกโลก ได้รับการอนุรักษ์อย่างเข้มงวด เพื่อปกป้องถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าหลายชนิด รวมถึงนกเค้าป่าสีน้ำตาลที่มีความสำคัญด้านความหลากหลายทางชีวภาพ การไปส่องนกเค้าป่าสีน้ำตาลในยามค่ำคืนที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานจะต้องเตรียมตัวด้วยแสงไฟที่เหมาะสมและอยู่ในความเงียบสงบ เพื่อไม่รบกวนนกที่กำลังออกหากินตามธรรมชาติ และช่วยเพิ่มโอกาสการพบเห็นอย่างชัดเจน นอกจากนี้ ช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการชมคือฤดูฝนถึงต้นฤดูหนาว เนื่องจากนกมีการเคลื่อนที่และหาอาหารมากขึ้น สำหรับผู้ที่สนใจเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพหรือมีความรักในธรรมชาติ อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานไม่เพียงแต่เป็นที่อยู่ของนกเค้าป่าสีน้ำตาลเท่านั้น แต่ยังเป็นบ้านของสัตว์ป่าหลายชนิดและพันธุ์พืชที่หาได้ยากตามธรรมชาติ การอนุรักษ์พื้นที่แห่งนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรักษาความสมดุลทางนิเวศและส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่ยั่งยืน อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานจึงเป็นหนึ่งในแหล่งศึกษาธรรมชาติที่สำคัญของประเทศไทย ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปและนักวิจัยได้เรียนรู้และสัมผัสกับความมหัศจรรย์ของธรรมชาติอย่างแท้จริง ทั้งยังเป็นต้นแบบของการอนุรักษ์สัตว์ป่าคุ้มครองที่ได้รับการสนับสนุนจากกรมอุทยานแห่งชาติฯ ภายใต้พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 ช่วยให้คนรุ่นหลังยังคงสามารถชมเห็นนกเค้าป่าสีน้ำตาลและสัตว์ป่าหายากเหล่านี้ในถิ่นที่อยู่อาศัยดั้งเดิมอย่างต่อเนื่อง


