ลุย "เคาะประตูบ้าน" สถานีควบคุมไฟป่าแม่เมย เร่งรณรงค์ป้องกันไฟป่าและฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่ท่าสองยางและแม่ระมาด
เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 สถานีควบคุมไฟป่าแม่เมย จังหวัดตาก นำเจ้าหน้าที่ออกหน่วยประชาสัมพันธ์เคลื่อนที่เชิงรุกในรูปแบบ “เคาะประตูบ้าน” เพื่อสร้างความตระหนักรู้และขอความร่วมมือพี่น้องประชาชนในการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า ณ บริเวณบ้านกูลแจทะ หมู่ที่ 1 ตำบลแม่สอง อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก
สำหรับการลงพื้นที่ในครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการแจกจ่ายเอกสารแผ่นพับให้ความรู้เกี่ยวกับอันตรายของไฟป่าและผลกระทบที่รุนแรงจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง พร้อมทั้งขอความร่วมมือจากราษฎรในการงดเว้นการเผาทุกชนิดอย่างเด็ดขาด ทั้งนี้เพื่อให้เป็นไปตามมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าตามประกาศของจังหวัดตาก ซึ่งกำหนดช่วงเวลา ห้ามเผาตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569
นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังได้ปฏิบัติการลาดตระเวนทางเท้าอย่างต่อเนื่องเพื่อเฝ้าระวังเหตุและตรวจสอบปริมาณการสะสมของเชื้อเพลิงในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ โดยครอบคลุมพื้นที่รับผิดชอบในเขตอุทยานแห่งชาติแม่เมย (ท้องที่บ้านเชียงแก้ว และบ้านกูลแจทะ) รวมถึงขยายขอบเขตการลาดตระเวนไปยังพื้นที่อุทยานแห่งชาติขุนพะวอ (บริเวณท้องที่บ้านขุนห้วยนกแล หมู่ที่ 1 ตำบลพระธาตุ อำเภอแม่ระมาด) เพื่อประเมินสถานการณ์ความเสี่ยงและเตรียมความพร้อมในการเข้าเผชิญเหตุและระงับไฟป่าได้อย่างทันท่วงทีหากเกิดสถานการณ์ขึ้นในพื้นที่
ที่มา: สถานีควบคุมไฟป่าแม่เมย จ.ตาก
#เคาะประตูบ้าน #ป้องกันไฟป่า #สถานีควบคุมไฟป่าแม่เมย #สบอ14 #กรมอุทยานแห่งชาติ
การจัดกิจกรรม "เคาะประตูบ้าน" เพื่อรณรงค์ป้องกันไฟป่าในพื้นที่จังหวัดตากเป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพมาก เพราะช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถสื่อสารกับชาวบ้านโดยตรง สร้างความเข้าใจถึงอันตรายของไฟป่าและฝุ่น PM2.5 ซึ่งเป็นปัญหาสุขภาพเรื้อรังอย่างมาก ในฐานะคนที่เคยอาศัยในพื้นที่ที่มีไฟป่าบ่อยครั้ง ผมเห็นว่าการออกลาดตระเวนและเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะสามารถตรวจจับสัญญาณของไฟที่อาจเกิดขึ้นได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ซึ่งลดความเสียหายได้มาก เอกสารให้ความรู้ที่แจกจ่ายในการลงพื้นที่ช่วยเติมเต็มความเข้าใจแก่ผู้คน ทำให้หลายครอบครัวเปลี่ยนพฤติกรรมและงดเผาที่อาจลุกลามจนเกิดไฟป่า โดยเฉพาะในช่วงประกาศห้ามเผา ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเมษายน ซึ่งตรงกับฤดูแล้งที่เสี่ยงติดไฟป่าสูง ผมแนะนำว่าความร่วมมือของชุมชนเป็นหัวใจสำคัญที่สุดในการแก้ปัญหาไฟป่าและฝุ่นละอองขนาดเล็ก การสนับสนุนข้อมูลที่ถูกต้องผ่านกิจกรรมเช่นนี้ ทำให้ประชาชนรู้จักป้องกันตัวเองและช่วยกันดูแลป่าไม้ของเราให้คงความสมบูรณ์ต่อไป ด้วยเทคโนโลยี GPS และการตรวจวัดคุณภาพอากาศที่ทันสมัย เจ้าหน้าที่สามารถวางแผนลาดตระเวนและปฏิบัติภารกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดความเสียหายและผลกระทบรุนแรงต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพประชาชน ท้ายที่สุด ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ชุมชน และประชาชนทุกคนจะทำให้เราเอาชนะปัญหาไฟป่าและฝุ่น PM2.5 ได้อย่างยั่งยืน สถานีควบคุมไฟป่าแม่เมยได้แสดงตัวอย่างที่ดีที่ควรยกย่องและส่งเสริมต่อไป







