อุทยานแห่งชาติสันกาลาคีรี ผนึกกำลังภาคีเครือข่าย สร้าง "ฝายแม้ว" เร่งบรรเทาความเดือดร้อนและแก้ไขปัญหาภัยแล้งในพื้นที่

ท่ามกลางสถานการณ์ภัยแล้งที่เริ่มทวีความรุนแรงและส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อการดำรงชีวิตของประชาชนในพื้นที่ อุทยานแห่งชาติสันกาลาคีรีจึงได้เร่งผนึกกำลังร่วมกับภาคีเครือข่ายและชุมชนบ้านบาโหย ดำเนินการสร้างฝายแม้วชะลอน้ำ ณ คลองอัมรินทร์ เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2569 เพื่อกักเก็บทรัพยากรน้ำและบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ผู้ประสบภัยอย่างเร่งด่วน มุ่งหวังคืนความชุ่มชื้นและสร้างความมั่นคงในการใช้ชีวิตให้กลับสู่ชุมชนอีกครั้ง

​สำหรับการปฏิบัติงานในครั้งนี้ เป็นการบูรณาการร่วมกันของหน่วยงานหลายภาคส่วน เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน โดยมี ​องค์การบริหารส่วนตำบลบาโหย ​ชุดเฝ้าตรวจชายแดนที่ 4307 ​ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 2 บ้านไร่เหนือ ​อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) บ้านบาโหย ​ผู้นำชุมชน และพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ได้ร่วมกัน จัดทำฝายแม้ว (ฝายชะลอน้ำ) ในบริเวณท้องที่ คลองอัมรินทร์ เพื่อกักเก็บน้ำและสร้างความชุ่มชื้นให้กับผืนป่า ซึ่งจะช่วยให้การดำเนินการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้งเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและมีประสิทธิภาพ

​ทั้งนี้ การดำเนินงานดังกล่าวเป็นการสร้างความสามัคคีระหว่างส่วนราชการและคนในชุมชน ให้มีส่วนร่วมในการดูแลรักษาความสมดุลของระบบนิเวศ เพื่อรับมือกับวิกฤตภัยแล้งได้อย่างยั่งยืนต่อไป

​ที่มา : อุทยานแห่งชาติสันกาลาคีรี จ.สงขลา

#อุทยานแห่งชาติสันกาลาคีรี #ฝายแม้ว #กรมอุทยานแห่งชาติ #สายด่วน1362 #สงขลา

3/8 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมในช่วงฤดูแล้งที่ผ่านมาผมมีโอกาสได้เห็นผลงานของฝายแม้วในพื้นที่อุทยานแห่งชาติสันกาลาคีรีอย่างใกล้ชิด ซึ่งถือเป็นต้นแบบของการจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน ฝายแม้วนั้นสร้างขึ้นด้วยความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ชุมชนท้องถิ่น และกลุ่มภาคีเครือข่ายต่าง ๆ โดยมีเป้าหมายหลักคือชะลอน้ำเพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ในช่วงที่ฝนทิ้งช่วง จากประสบการณ์พบว่า ฝายแม้วไม่เพียงแต่ช่วยชะลอการไหลของน้ำในคลองอัมรินทร์และพื้นที่ใกล้เคียงเท่านั้น แต่ยังช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผืนป่าและพื้นที่เกษตรในชุมชนบ้านบาโหยอย่างเห็นผลจริง น้ำที่ถูกกักเก็บทำให้พื้นที่รอบฝายมีความชื้นในดินเพิ่มขึ้น ช่วยลดผลกระทบด้านสภาพอากาศแห้งแล้งและสนับสนุนระบบนิเวศโดยรวม สิ่งที่น่าสนใจมากคือฝายแม้วทำขึ้นโดยใช้วัสดุธรรมชาติและออกแบบให้กลมกลืนกับสภาพแวดล้อมเพื่อรักษาความสมดุลของระบบนิเวศ อีกทั้งยังสามารถเสริมสร้างความสามัคคีของชุมชนเมื่อคนในท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการดูแลและรักษาฝายดังกล่าว จากบทเรียนนี้ ผมเห็นว่าโครงการแบบนี้ควรได้รับการสนับสนุนและขยายผลไปสู่พื้นที่เสี่ยงภัยแล้งอื่น ๆ ในประเทศไทย เพื่อช่วยให้ชุมชนสามารถรับมือกับภาวะภัยแล้งได้อย่างยั่งยืน นอกจากนี้ การมีสายด่วน 1362 ให้คำปรึกษาและรายงานสถานการณ์ภัยแล้งเป็นเครื่องมือสำคัญที่ทำให้การช่วยเหลือทำได้อย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ผมขอส่งกำลังใจให้ทุกภาคส่วนที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการรักษาทรัพยากรน้ำและดูแลผืนป่าให้คงอยู่ต่อไป เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นหัวใจสำคัญในการดำรงชีวิตของคนและธรรมชาติในพื้นที่สงขลาและประเทศไทยโดยรวม