ย้อนรอยพระจริยวัตร “เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ” ณ ชุมชนบ้านสาละวะและบ้านไล่โว่

หากกล่าวถึงผืนป่าตะวันตกอันอุดมสมบูรณ์ที่ได้รับการประกาศยกย่องให้เป็นแหล่งมรดกโลกของประเทศไทยมาตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๓๔ ชื่อของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก ย่อมเป็นผืนป่าลึกที่ทรงคุณค่าและอยู่ในใจของใครหลายคน

ทว่าภายใต้ความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ พื้นที่ห่างไกลติดชายแดนแห่งนี้ ในอดีตราษฎรต้องประสบปัญหาความยากลำบากอย่างยิ่งในการดำรงชีวิตและการเดินทาง โดยเฉพาะยามเจ็บไข้ได้ป่วยที่การเข้าถึงการรักษาพยาบาลและการขนส่งผู้บาดเจ็บออกจากป่าลึกมีความยากลำบากอย่างยิ่งยวด แต่สำหรับเจ้าหน้าที่และประชาชนในพื้นที่ ทุกแนวป่าและเส้นทางวิบากแห่งนี้ ยังเป็นพื้นที่แห่งความทรงจำอันเป็นมหามงคลและซาบซึ้งใจต่อพระมหากรุณาธิคุณอย่างมิรู้ลืม

ย้อนกลับไปเมื่อ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ได้ทรงรับทราบถึงความทุกข์ยากของราษฎรในพื้นที่ป่าลึกชายแดนดังกล่าว

ด้วยพระเมตตาพระองค์จึงได้ทรงนำความเข้ากราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อขอพระราชทานความช่วยเหลือแก่ประชาชน ซึ่งการดำเนินการในครั้งนี้ยังเป็นการสืบสาน รักษา และต่อยอดแนวพระราชดำริเกี่ยวกับคนและป่าของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อให้ราษฎรสามารถอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างผาสุกและยั่งยืน

ในการขับเคลื่อนงานพัฒนาครั้งประวัติศาสตร์นั้น หลังจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งคณะกรรมการโครงการพัฒนาชุมชนในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า และอุทยานแห่งชาติ จังหวัดกาญจนบุรี (บ้านสาละวะและบ้านไล่โว่)

เมื่อวันที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๖๒ แล้ว ต่อมาในวันที่ ๙ มีนาคม พ.ศ.๒๕๖๓ พระองค์ท่านก็ได้ทรงเปิดการประชุมคณะกรรมการโครงการฯในฐานะ “องค์ประธานคณะกรรมการโครงการฯ” อย่างเป็นทางการ พระองค์ทรงแสดงให้เห็นถึงพระวิริยอุตสาหะอันแรงกล้า

ด้วยการทรงบริหารจัดการประชุมอย่างต่อเนื่อง และได้เสด็จพระดำเนินลงพื้นที่ภาคสนาม ณ บ้านสาละวะและบ้านไล่โว่ด้วยพระองค์เอง เพื่อทอดพระเนตรวิถีชีวิตและขับเคลื่อนงานอย่างใกล้ชิด จนทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎรในป่าลึกได้รับการพัฒนาดีขึ้นอย่างเด่นชัด

ไม่เพียงแต่การพัฒนาในพื้นที่นำร่อง พระองค์ยังทรงวางรากฐานการทำงานเชิงบูรณาการอย่างเป็นระบบโดยร่วมขับเคลื่อนให้จัดตั้ง "มูลนิธิภูบดินทร์ ในพระบรมราชูปถัมภ์" ขึ้นเมื่อวันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๖๔ เพื่อเป็นแกนกลางเชื่อมโยงการทำงานระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน และเมื่อวันที่ ๒๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๕ ในฐานะองค์ประธานการประชุมมูลนิธิฯ พระองค์ได้ทรงเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการมูลนิธิฯ ซึ่งมีมติเห็นชอบให้ขยายพื้นที่โครงการในระยะที่ ๒ ไปยังชุมชนบ้านทิไล่ป้า บ้านปางสนุก และบ้านจะแก

โดยทรงเน้นย้ำให้นำโมเดลและแนวทางความสำเร็จจากการพัฒนาบ้านสาละวะและบ้านไล่โว่ มาปรับใช้เป็นต้นแบบในการพัฒนาพื้นที่ส่วนขยาย เพื่อส่งต่อความช่วยเหลือให้ครอบคลุมราษฎรในป่าลึกอย่างทั่วถึง

ในวันนี้ น้ำพระทัยอันเปี่ยมด้วยความเมตตาและรอยพระบาทที่ทรงประทับไว้ ณ ผืนป่าทุ่งใหญ่นเรศวร จะยังคงเป็นมิ่งขวัญ เป็นกำลังใจ และเป็นสิ่งเตือนใจให้ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ และราษฎรทุกคน มุ่งมั่นสืบสาน รักษา และต่อยอดแนวพระราชดำริของพระองค์ในการดูแลรักษาผืนป่ามรดกโลกควบคู่กับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างสุดความสามารถสืบไปตราบนานเท่านาน

#มูลนิธิภูบดินทร์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ #เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก #กรมอุทยานแห่งชาติ

6/17 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมจากประสบการณ์ส่วนตัวและการติดตามข่าวสารเกี่ยวกับการพัฒนาชุมชนและการอนุรักษ์ผืนป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ด้านตะวันตก มูลนิธิภูบดินทร์ภายใต้พระบรมราชูปถัมภ์เป็นต้นแบบที่น่าสนใจของการทำงานร่วมระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชนท้องถิ่น หน้าที่หลักคือการใช้เทคนิคและความรู้ท้องถิ่นเพื่อแก้ปัญหาความยากลำบากของประชาชนในพื้นที่ห่างไกล เช่น การพัฒนาระบบการส่งต่อผู้ป่วยในป่าลึก รวมทั้งการส่งเสริมอาชีพและการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมดุล สิ่งที่น่าชื่นชมอย่างยิ่งคือการที่เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาทรงเสด็จพระราชดำเนินลงพื้นที่ด้วยพระองค์เอง เพื่อรับฟังและทำความเข้าใจถึงความต้องการจริงของชุมชน ซึ่งทำให้แนวทางพัฒนาที่เผยแพร่ออกมาสอดคล้องกับวิถีชีวิตและสภาพแวดล้อม ทำให้เกิดความยั่งยืน นอกจากนี้ การดำเนินงานยังขยายผลแบบมีแบบแผนชัดเจน ด้วยการจัดตั้งมูลนิธิฯ ซึ่งช่วยสร้างเครือข่ายความร่วมมือและแหล่งทุนสนับสนุนงานพัฒนาอย่างต่อเนื่อง สำหรับผู้ที่สนใจติดตามความเคลื่อนไหวหรือร่วมสนับสนุนงานของมูลนิธิภูบดินทร์ สามารถศึกษาข้อมูลได้ที่ช่องทางออนไลน์ และชุมชนต้นแบบที่บ้านสาละวะและบ้านไล่โว่ เพื่อเข้าใจบริบทและแรงบันดาลใจของการพัฒนาชุมชนบนพื้นที่ป่าที่ไม่เพียงแค่เป็นแหล่งพันธุ์สัตว์ป่า แต่ยังเป็นบ้านและที่ยืนของผู้คนในเขตชายแดนที่ล้อมรอบด้วยธรรมชาติและความอดทน