“ภูมิธรรม ”สั่ง“ครม”ยกร่างเตรียมฟ้อง อาญา แพ่ง ระดับโลกหลังกัมพูชาเปิดฉากยิงคนไทย ตายเจ็บสูญเสีย หนัก

ครม.ขอทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ยกร่างเตรียมฟ้องทางอาญา แพ่ง กับกัมพูชา ทั้งในประเทศและระดับโลก ขณะที่แม้จะประชุม GBC แต่ต้องเตรียมพร้อมทุกมิติเต็มร้อย ให้เร่งเก็บกู้วัตถุระเบิดและเอกซเรย์ให้จบในแต่ละพื้นที่ เพื่อให้ประชาชนทยอยกลับบ้านได้ ในสัปดาห์นี้

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี มีข้อสั่งการจาก นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกรัฐมนตรีดังนี้

1. เรื่องการดำเนินคดีตามกฎหมาย จากกรณีที่กัมพูชาใช้กำลังทหารและอาวุธยุทโธปกรณ์รุกรานอธิปไตยของไทยจนเกิดความสูญเสียแก่ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน กำลังพลและทางราชการเป็นจำนวนมาก

โดยให้หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการ กรณีที่ต้องดำเนินการทางกฎหมายอย่างไร ทั้งทางอาญาและทางแพ่ง ทั้งใน และ ระดับโลก รวมทั้งกฎหมายอื่นๆด้วย จึงขอมอบหมายให้ สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เป็นหน่วยงานหลัก ดำเนินการประชุมหารือร่วมกับหน่วยงานที่ได้รับความเสียหาย เช่น กองทัพบก กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข และอื่นๆ โดยให้เชิญเลขาธิการ กฤษฎีกา เข้าร่วมประชุมเพื่อช่วยให้คำแนะนำทางกฎหมายในการดำเนินคดีกับผู้สั่งการและผู้เกี่ยวข้องตามกฎหมาย ดังกล่าวโดยเร็วที่สุด เพื่อนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษ รวมทั้งเรียกร้อง ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นจากการกระทำดังกล่าว รวมทั้งแจ้งให้ประชาชนผู้เสียหายทราบถึงสิทธิในการฟ้องร้องคดีอาญา และฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากผู้สั่งการด้วย

2.สถานการณ์ชายแดนไทย - กัมพูชาแม้มีการหยุดยิงแล้ว โดยขณะนี้การประชุม GBC ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ก็กำลังดำเนินการกันอยู่ ในช่วงวันที่4 -7 สิงหาคม แต่ยังมีภารกิจภายในประเทศที่หลายหน่วยงานยังต้องดำเนินการ คือ

2.1 การเก็บกู้ วัตถุระเบิด ที่กองทัพกัมพูชายิงเข้ามา และยังมีหลงเหลืออยู่ในชุมชนและพื้นที่ ของพลเรือน ขอให้หน่วยงานด้านความมั่นคง ดำเนินการด้วยความระมัดระวัง และให้ความสำคัญกับความปลอดภัยทั้งกับเจ้าหน้าที่และประชาชน

2.2 ช่วงที่ผ่านมาพบ“โดรน”ที่บินเข้ามามากผิดปกติ และฝ่าฝืน ข้อห้ามที่ทางการประกาศไว้ ขอให้สำนักงานการบินพลเรือน กระทรวงคมนาคม ร่วมกับ ฝ่ายความมั่นคง จัดระบบการรับแจ้งเหตุจากประชาชน และตรวจสอบข้อเท็จจริงหากพบว่ามีการกระทำผิดกฎหมาย ขอให้เร่งดำเนินการบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำผิดทันที

2.3 ให้ฝ่ายปกครอง กระทรวงมหาดไทย เร่งประเมินสถานการณ์ร่วมกับ ศบ.ทก. ของรัฐบาล และกองทัพ เพื่อให้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง เพื่อให้ประชาชนทยอยให้ประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนาได้อย่างปลอดภัย

3. เรื่อง การป้องกันและแก้ไขปัญหาการเผยแพร่ข่าวปลอม (Fake News) ช่วงที่ผ่านมา การเผยแพร่ข่าวปลอม (Fake News) มีปริมาณเพิ่มขึ้นและส่งผลกระทบรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะการเผยแพร่ผ่านทาง Social media ในช่วงเวลาที่สถานการณ์มีความอ่อนไหว และประชาชนมีความต้องการทราบข้อมูลข่าวสาร โดยเฉพาะในสถานการณ์ปะทะกันที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งประเทศไทยถูกโจมตีทางออนไลน์ จากการเผยแพร่ข่าวปลอมฝ่ายตรงข้าม ที่พยายามบิดเบือนและสร้างความแตกแยกให้เกิดขึ้นในสังคมไทย

ทั้งนี้ ขอให้ทุกหน่วยงาน ช่วยกันรณรงค์ให้ประชาชนรับฟังข่าวสารด้วยความระมัดระวัง ให้ตรวจสอบก่อนที่จะส่งต่อข่าวหรือข้อมูล สำหรับหน่วยงานรัฐโดยเฉพาะหน่วยงาน ด้านความมั่นคง ต้องมีการมอบหมายผู้ติดตามข่าวสารตลอดเวลาเมื่อพบ Fake News จะได้แก้ไข / ชี้แจง และตอบโต้ได้อย่างให้ทันท่วงทีนอกจากนี้ ขอให้กระทรวงดีอี ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบและวิเคราะห์ข่าวในสื่อสังคมออนไลน์ และดำเนินการตรวจติดตาม Fake News ที่ถูกเผยแพร่ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อแก้ไขความเข้าใจผิดโดยเร็ว รวมทั้งประสานกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดำเนินการตามกฎหมายในกรณีที่มีความจำเป็นด้วย

นายจิรายุ กล่าวต่อไป ว่า ที่ประชุมได้แจ้งให้ ครม.นัดปรกติ วันนี้ ทราบว่า ในการประชุม ครม. นัดพิเศษ เมื่อวันศุกร์ที่ 1 สิงหาคม ที่ผ่านมา มีเรื่องจำเป็นเร่งด่วน เรื่อง คือ

(1) เรื่องร่างแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยกรอบการค้าต่างตอบแทนระหว่างสหรัฐฯ และไทย

(2) เรื่อง การช่วยเหลือเยียวยา ประชาชน และเจ้าหน้าที่ของรัฐ ที่เสียชีวิตจากเหตุปะทะกันของไทยและกัมพูชา ซึ่งได้เชิญรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องมาประชุมร่วมกัน ตามมาตรา 8 ของพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการเสนอเรื่องและการประชุม ครม.ฯ ซึ่งตามขั้นตอนต้องแจ้งมติของทั้ง 2 เรื่อง ให้ ครม.ทราบเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

2025/8/5 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นสำคัญที่ได้รับความสนใจจากภาคประชาชนและภาครัฐ โดยครม.ได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการอย่างรอบด้านเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและผลกระทบที่เกิดขึ้น ทั้งนี้ การดำเนินคดีทางกฎหมายทั้งในและต่างประเทศจะต้องกำหนดเป็นกรอบการทำงานที่ชัดเจนและมีประสิทธิภาพ เพื่อเรียกร้องความยุติธรรมและชดเชยความเสียหายให้แก่ผู้ได้รับผลกระทบ การเก็บกู้วัตถุระเบิดที่กองทัพกัมพูชายิงเข้าสู่พื้นที่ไทยยังถือเป็นภารกิจเร่งด่วน โดยต้องใช้มาตรการความปลอดภัยสูงสุดเพื่อป้องกันอุบัติเหตุและความสูญเสียเพิ่มเติม รวมถึงการตรวจสอบการบินโดรนผิดกฎหมายซึ่งเป็นภัยคุกคามที่ต้องได้รับการจัดการทันทีเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ นอกจากนี้ การป้องกันและแก้ไขปัญหาข่าวปลอม (Fake News) ถือเป็นหัวใจสำคัญในการดูแลความเชื่อมั่นของประชาชน รัฐบาลจึงต้องใช้กลไกต่างๆ อย่างเข้มข้นเพื่อเฝ้าระวังข้อมูลบิดเบือนและแก้ไขความเข้าใจผิดอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่มีความอ่อนไหว เช่น เหตุการณ์ชายแดนในครั้งนี้ การร่วมมือระหว่างกระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข และสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ถือเป็นต้นแบบในการบริหารจัดการความขัดแย้งที่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพทั้งด้านความมั่นคงและด้านมนุษยธรรม เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับไปใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัย พร้อมทั้งเตรียมแผนฟื้นฟูและเยียวยาผู้ที่เสียชีวิตและได้รับผลกระทบอย่างเหมาะสมตามกฎหมาย การแถลงการณ์ร่วมระดับนานาชาติและการเจรจาทางการทูตผ่านการประชุม GBC ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ เป็นช่องทางสำคัญในการลดความตึงเครียดและสร้างสันติภาพในพื้นที่ชายแดน ซึ่งการดำเนินการอย่างครอบคลุมทั้งในมิติกฎหมายและการสร้างความสงบเรียบร้อยภายในประเทศจะช่วยเสริมสร้างความมั่นคงและความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและชุมชนชายแดนอย่างยั่งยืน