เอาอีกแล้ว.!!! เขมรหลอกกันเอง!!!

รัฐบาลยันภาพและคลิปรื้อถอนลวดหนาม-ปลดธงชาติไทย เป็นข่าวปลอม ชี้เขมรทำคอนเทนท์ บนโซเชียลเบี่ยงเบนกระแสภายในประเทศ ขออย่าแชร์เข้าทางเขมร

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา (ศบ.ทก.) เปิดเผยว่า ศบ.ทก. ได้รับรายงาน ข้อมูลจากสื่อออนไลน์ เรื่องทหารกัมพูชาปลดธงชาติและรื้อลวดหนามในพื้นที่จุ๊บตะโมก บริเวณปราสาทตาเมือนธม จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งจากการตรวจสอบข้อเท็จจริงของกองทัพบกร่วมกับหน่วยทหารในพื้นที่ ยืนยันว่าไม่ปรากฏเหตุการณ์หรือการปฏิบัติใด ๆ ของทหารกัมพูชาตามที่มีการกล่าวอ้าง รั้วลวดหนามที่กองทัพบกติดตั้ง อยู่ในสภาพสมบูรณ์ไม่มีความเสียหายใดๆ

หากมีการรื้อถอนลวดหนามในพื้นที่จริง จะต้องมีการเข้าดำเนินการตอบโต้จากฝ่ายไทย เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวอยู่ในเขตแดนไทย ภายใต้มาตรการรักษาความมั่นคงอย่างเข้มงวด อีกทั้งจากการตรวจสอบยังพบว่า เสาธงที่ปรากฏในภาพไม่ได้มีอยู่จริงในพื้นที่ที่กล่าวอ้าง

“เรื่องนี้เป็นเฟคนิวส์ที่ทางกัมพูชาสร้างขึ้นเพื่อหลอกคนในประเทศตัวเองว่าสามารถยึดพื้นที่คืนจากประเทศไทยได้ พวกเขาพยายามบิดเบือนเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ และลดกระแสกดดันจากสังคมภายในประเทศ จากการที่ฝ่ายไทยสามารถยึดพื้นที่จากทหารกัมพูชาได้จำนวน 11 พื้นที่ หลังการสู้รบที่ผ่านมา ขณะนี้ทางกัมพูชาออกข่าวปลอมมากมายออกมา ขอให้ประชาชนตรวจสอบที่มาที่ไปก่อน และให้รับฟังข้อมูลอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและกองทัพเท่านั้น” นายจิรายุ กล่าว

2025/8/15 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมปัญหาข่าวปลอมหรือเฟคนิวส์ในสถานการณ์ความขัดแย้งที่ชายแดนไทย-กัมพูชา มีผลกระทบอย่างมากต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะกรณีข่าวที่อ้างว่าทหารกัมพูชารื้อถอนลวดหนามและปลดธงชาติไทยบริเวณชายแดนในพื้นที่จุ๊บตะโมก จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งจากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยและกองทัพบก พบว่าไม่มีเหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นจริง และรั้วลวดหนามยังคงอยู่ในสภาพสมบูรณ์ อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงกลยุทธ์การใช้โซเชียลมีเดียในการเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือนเพื่อบิดเบือนกระแสภายในประเทศของกัมพูชา ทำให้สังคมไทยและสังคมกัมพูชามีความเข้าใจผิดและเกิดความตึงเครียดทางสังคมมากขึ้น การตรวจสอบข้อเท็จจริงและการได้รับข้อมูลอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาและกองทัพจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันการเผยแพร่ข่าวปลอมที่อาจส่งผลเสียต่อความมั่นคงและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ นอกจากนี้ การรู้เท่าทันสื่อและการป้องกันตนเองจากข้อมูลเท็จในยุคดิจิทัล ยังเป็นแนวทางที่ควรปลูกฝังในประชาชนเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันต่อการถูกชักจูงด้วยข่าวลวง สถานการณ์ชายแดนระหว่างไทยกับกัมพูชาเคยเกิดเหตุความขัดแย้งและการปะทะกันในอดีต แต่ในปัจจุบันทั้งสองฝ่ายต่างยึดมั่นที่จะรักษาความสงบเรียบร้อยผ่านการดำเนินมาตรการควบคุมชายแดนและเจรจาทางการทูต การเผยแพร่ข่าวปลอมโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจึงอาจทำลายบรรยากาศสันติภาพและยิ่งเพิ่มความไม่ไว้วางใจในระดับประชาชนทั่วไป ดังนั้น ประชาชนควรมีความระมัดระวังและตั้งคำถามกับข้อมูลที่ได้รับผ่านโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะข้อมูลที่ไม่มีแหล่งที่มาชัดเจนหรือข้อมูลที่ดูเหมือนจะสร้างความขัดแย้งมากกว่าข้อมูลที่ตรวจสอบได้จริง เพื่อช่วยสร้างสังคมที่มีข้อมูลข่าวสารที่น่าเชื่อถือและป้องกันการถูกชักนำไปในทางที่สร้างความแตกแยกหรือความวิตกกังวลที่ไม่จำเป็น