เหตุการณ์ทั่วไปปกติ..ย้ำไม่มี..รื้อลวดหนาม..

มีแต่เพิ่มในเขตอธิปไตยของประเทศไทย

สรุปสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา 7 จังหวัด ตั้งแต่เวลา 18.00 น. วันจันทร์ที่ 18 สิงหาคม 2568 ถึงเวลา 06.00 น. วันนี้ (วันอังคารที่ 19 สิงหาคม 2568) เหตุการณ์ปกติ

วันนี้ (วันอังคารที่ 19 สิงหาคม 2568) เวลา 07.00 น. นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา (ศบ.ทก.) เปิดเผยว่า สถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา ทั้ง 7 จังหวัด เหตุการณ์ปกติ กองทัพไทยยังคงวางกำลังตามแนวที่มั่นทั้ง 11 พื้นที่ และวางรั้วลวดหนามอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาอธิปไตยของไทยไม่ให้ใครล่วงล้ำเข้ามา

“ประเทศไทยยังคงยึดมั่นในการรักษาข้อตกลงหยุดยิง หลังเที่ยงคืน 28 กรกฎาคม คือ “อยู่ตรงไหน ให้อยู่ตรงนั้น” และเดินหน้าแก้ไขปัญหาชายแดนด้วยสันติวิธี ขณะเดียวกัน รัฐบาลไทยปกป้องอธิปไตยของไทย และจะไม่ยอมให้มีการละเมิดบูรณภาพแห่งดินแดน

สำหรับ การล้อมรั้วลวดหนาม จะไม่มีการรื้อถอนอย่างเด็ดขาด และยืนยันจะดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาอธิปไตยในเขตแดนของประเทศไทย และดูแลความปลอดภัยของคนไทยในพื้นที่

2025/8/19 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาในปัจจุบันยังคงเป็นไปอย่างปกติและสงบเรียบร้อย โดยกองทัพไทยได้ติดตั้งรั้วลวดหนามอย่างต่อเนื่องในเขตอธิปไตยของประเทศเพื่อป้องกันการบุกรุก รวมทั้งยังได้วางกำลังตามแนวที่มั่นทั้ง 11 พื้นที่ใน 7 จังหวัดชายแดน ซึ่งเป็นการรักษาความมั่นคงและอธิปไตยดินแดนอย่างเข้มงวด การดำเนินงานเหล่านี้สอดคล้องกับข้อตกลงหยุดยิงที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 28 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา โดยรัฐบาลไทยเน้นย้ำถึงการแก้ไขปัญหาชายแดนด้วยสันติวิธีและไม่ยอมรับการละเมิดบูรณภาพแห่งดินแดนไทย นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับการดูแลความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ชายแดนอย่างเต็มที่ ควรทราบว่าการติดตั้งรั้วลวดหนามไม่ได้หมายความว่าจะรื้อถอนหรือลดกำลังทหาร แต่เป็นการเพิ่มมาตรการป้องกันเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงในเขตแดนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดความชัดเจนและป้องกันความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต โดยการดำเนินมาตรการนี้ถือเป็นการแสดงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการรักษาอธิปไตยและความสงบเรียบร้อยบริเวณชายแดน ทั้งนี้การบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาในช่วงเวลานี้เป็นตัวอย่างที่ดีของการร่วมมือเพื่อรักษาความสงบและความมั่นคง โดยเน้นหนักที่การใช้วิธีการสันติและการเจรจา แทนการใช้ความรุนแรง ซึ่งสอดคล้องกับหลักสากลและความปรารถนาของประชาชนในพื้นที่ชายแดน เพื่อให้เกิดความมั่นคงที่ยั่งยืนในภูมิภาคนี้