ข่าวทำเนียบรัฐบาล
วันเสาร์ที่ 23 สิงหาคม 2568
เวลา 09.30 น.
กพช. ไฟเขียวแพ็กเกจพลังงานใหญ่ ลดต้นทุนผลิต–อนุมัติค่าไฟบ้าน 3.94 บาท/หน่วย บรรเทาภาระค่าครองชีพ
นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยในรายการ ‘เสียงจากใจ ไทยคู่ฟ้า’ ออกอากาศวันเสาร์ที่ 23 สิงหาคม 68 ใจความว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ซึ่งมีนายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน และมีนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เข้าร่วมประชุม ได้เห็นชอบมาตรการพลังงานสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อเสถียรภาพพลังงานและค่าครองชีพของประชาชน ในหลายเรื่องสำคัญ
โดยที่ประชุมได้อนุมัติการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเพิ่มเติมทั้งโครงการลมและแสงอาทิตย์ โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเจรจาราคากับภาคเอกชนให้แล้วเสร็จภายใน 45 วัน พร้อมขยายกำหนดวันจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (SCOD) ไม่เกินปี 2573 เพื่อเร่งเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดเข้าสู่ระบบไฟฟ้าไทย
กพช. ยังอนุมัติขยายอายุโรงไฟฟ้าน้ำพอง ชุดที่ 1–2 ออกไปอีก 6 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ถึง 30 กันยายน 2574 ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้าสุทธิได้กว่า 28,358 ล้านบาท พร้อมเห็นชอบแนวทางบริหารจัดการโรงไฟฟ้าแม่เมาะ โดยเลื่อนการปลดโรงไฟฟ้าเครื่องที่ 8 และ 11 ออกไปถึงสิ้นปี 2574 ควบคู่กับการปรับปรุงเครื่องที่ 12–13 เพื่อใช้งานต่อถึงปี 2591 แนวทางนี้จะช่วยลดการลงทุนใหม่ ลดการนำเข้า Spot LNG และลดค่า Ft ลงเฉลี่ย 3.67 สตางค์ต่อหน่วย หรือประมาณ 9,566 ล้านบาทต่อปี
ขณะเดียวกัน ที่ประชุมยังมีมติอนุมัติให้ประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยแบบอัตราปกติ จ่ายค่าไฟฟ้าไม่เกิน 3.94 บาทต่อหน่วยในงวดกันยายน ถึงธันวาคม 2568 เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายครัวเรือน โดยมอบหมายให้สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ทบทวนเกณฑ์เพดานการใช้ไฟฟ้า เพื่อให้ส่วนลดครอบคลุมผู้ใช้ส่วนใหญ่และเป็นธรรม
นอกจากนี้ กพช. ยังมีมติยืนยันราคาขายไฟฟ้าแก่ประเทศเพื่อนบ้านต้องไม่ต่ำกว่าราคาที่จำหน่ายภายในประเทศ เพื่อไม่ให ้กระทบต้นทุนไฟฟ้าของประชาชนไทย พร้อมทั้งยกเลิกแผนการแยกศูนย์ควบคุมระบบไฟฟ้า (SO) ออกจาก กฟผ. โดยคงโครงสร้างแบบ Enhance Single Buyer (ESB) ที่มีประสิทธิภาพและสอดคล้องมาตรฐานสากล รวมถึงเห็นชอบให้เดินหน้าโครงการ Demand Response (DR) ต่อเนื่อง เพื่อควบคุมต้นทุนค่าไฟและลดการนำเข้า LNG โดยจะบรรจุค่าใช้จ่ายผลตอบแทน DR ไว้ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ฉบับใหม่ต่อไป
“รัฐบาลยืนยันว่า มาตรการพลังงานครั้งนี้จะช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ลดต้นทุนเศรษฐกิจโดยรวม และสร้างเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศอย่างยั่งยืน” นางสาวศศิกานต์ กล่าว
การประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2568 ได้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการสร้างเสถียรภาพของระบบพลังงานและลดภาระค่าครองชีพของประชาชนอย่างยั่งยืน โดยมติสำคัญที่ผ่านการอนุมัติรวมถึงการขยายอายุการใช้งานของโรงไฟฟ้าน้ำพองชุดที่ 1–2 เพิ่มขึ้นอีก 6 ปี และการบริหารจัดการโรงไฟฟ้าแม่เมาะที่เหมาะสม เพื่อลดต้นทุนและการลงทุนใหม่ นอกจากนี้ยังเน้นการใช้พลังงานหมุนเวียน โดยมีการเร่งเจรจาราคาพลังงานลมและแสงอาทิตย์กับภาคเอกชน ภายใน 45 วัน เพื่อเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดเข้าสู่ระบบ มาตรการสำคัญอีกประการคือการกำหนดเพดานค่าไฟฟ้าสำหรับประชาชนที่ใช้ไฟฟ้าในบ้านอยู่อาศัยแบบอัตราปกติไว้ที่ไม่เกิน 3.94 บาทต่อหน่วยในช่วงกันยายนถึงธันวาคม 2568 ซึ่งเป็นการช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือนอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งมอบหมายให้สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ทบทวนเกณฑ์เพดานการใช้ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อความเป็นธรรมและครอบคลุมผู้ใช้ไฟฟ้าส่วนใหญ่ ในด้านการบริหารจัดการระบบไฟฟ้า กพช. ได้ยืนยันราคาขายไฟฟ้าให้กับประเทศเพื่อนบ้านที่ไม่ต่ำกว่าราคาภายในประเทศ เพื่อรักษาความมั่นคงทางด้านต้นทุนไฟฟ้าของประชาชนชาวไทย และตัดสินใจยกเลิกแผนการแยกศูนย์ควบคุมระบบไฟฟ้า (SO) ออกจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) โดยยังคงใช้โครงสร้างแบบ Enhance Single Buyer (ESB) ซึ่งเป็นรูปแบบที่มีประสิทธิภาพและตรงตามมาตรฐานสากล อีกทั้งมีการผลักดันโครงการ Demand Response (DR) ต่อเนื่อง โดยเป็นกลไกที่ช่วยควบคุมต้นทุนค่าไฟฟ้าและลดการนำเข้า LNG ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ฉบับใหม่ การดำเนินมาตรการเหล่านี้สะท้อนถึงการทำงานเชิงรุกของรัฐบาลเพื่อสร้างความสมดุลทั้งด้านพลังงานและเศรษฐกิจ ตอบโจทย์ในยุคที่ราคาพลังงานโลกมีความผันผวนสูง และช่วยให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในระยะยาว
