“จตุพร” “สุชาติ” ลงพื้นที่จันทบุรี ผนึกกำลังทุกภาคส่วน เร่งแก้ปัญหาลำไย การค้าชายแดน แรงงาน

พร้อมสั่งทูตพาณิชย์หาตลาดเพิ่ม ย้ำความเดือดร้อนประชาชนรอไม่ได้

(24 ส.ค. 68) นายจตุพร บุรุษพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วย นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ นำคณะผู้บริหารลงพื้นที่จังหวัดจันทบุรี ประชุมร่วมภาครัฐและเอกชน

เพื่อติดตามสถานการณ์การค้าชายแดนและปัญหาการส่งออกลำไย ณ สวนพฤกษศาสตร์ป่าชายเลนนานาชาติ ร.9 ต.หนองบัว อ.เมือง จันทบุรี โดยมีนายมนต์สิทธิ์ ไพศาลธนวัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี ร่วมด้วย

ที่ประชุมได้หารือถึงข้อเสนอจากภาคเอกชนในพื้นที่ อาทิ สถานการณ์การค้าชายแดนไทย-กัมพูชา ผลกระทบต่อการท่องเที่ยวและการค้าของจังหวัดจันทบุรีที่ชะลอตัวจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสองประเทศ การขาดแคลนแรงงานในสวนลำไย และปัญหาการตรวจพบสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO₂) ในลำไยส่งออกไปจีนเกินมาตรฐาน จนถูกตีกลับหลายตู้สินค้าส่งผลให้ล้งรับซื้อหยุดชะลอการดำเนินงานและเกษตรกรขาดสภาพคล่องทางการเงิน

นายจตุพร กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์เห็นถึงความสำคัญของปัญหานี้และพร้อมบูรณาการทำงานร่วมทุกภาคส่วน โดยในสัปดาห์หน้าจะหารือกับเอกอัครราชทูตจีน เพื่อผลักดันให้มีทางออกที่เหมาะสมในการส่งออกลำไยไทย แม้จะเป็นเรื่องไม่ง่ายเพราะเป็นกฎของทางการจีน แต่รัฐบาลไทยต้องเร่งเจรจาเพื่อให้เกษตรกรสามารถจำหน่ายผลผลิตได้ ขณะเดียวกันยังมีมาตรการเร่งระบายผลผลิตภายในประเทศภายใต้นโยบาย “ไทยทำ ไทยใช้ ไทยช่วยไทย” รวมถึงเร่งหาตลาดใหม่และส่งเสริมการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า

นอกจากการแก้ปัญหาลำไยแล้ว กระทรวงพาณิชย์ จะประสานงานกับกระทรวงที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานลำไยอย่างเร่งด่วน โดยจะผลักดันให้แรงงานชายแดนเข้าสู่ระบบที่ถูกต้องและเพียงพอต่อ การเก็บเกี่ยวผลผลิต พร้อมทั้งหารือร่วมกับหน่วยงานด้านแรงงานและความมั่นคงเพื่อหามาตรการรองรับในระยะยาว อีกทั้งยังจะประสานงานกับหน่วยงานด้านการท่องเที่ยวและการค้าภายในประเทศ เพื่อบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นกับจังหวัดจันทบุรีจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ โดยย้ำว่าการแก้ปัญหาต้องทำอย่างจริงจัง

ไม่แบ่งฝ่ายการเมือง และไม่ปล่อยให้ข้าราชการเกียร์ว่าง เพราะความเดือดร้อนของประชาชนรอไม่ได้

ด้านนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า การแก้ปัญหาลำไยจำเป็นต้องร่วมมือทุกภาคส่วน โดยเฉพาะการเจรจาระดับรัฐบาลต่อรัฐบาลกับจีน พร้อมทั้งเสนอให้ผลักดันแรงงานชายแดนเข้าสู่ระบบอย่างถูกต้องเพื่อรองรับฤดูเก็บเกี่ยวและเปิดตลาดใหม่ เช่น อินเดีย รวมทั้งเร่งประชาสัมพันธ์ผลไม้ไทยให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น ควบคู่กับการส่งเสริมการท่องเที่ยว ซึ่งถือเป็นรายได้สำคัญของจังหวัด

2025/8/25 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมปัญหาการส่งออกลำไยไปจีนถูกตรวจพบสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO₂) เกินมาตรฐานถือเป็นอุปสรรคสำคัญที่กระทบต่อรายได้ของเกษตรกรในจังหวัดจันทบุรี ซึ่งเป็นแหล่งผลิตลำไยคุณภาพของประเทศไทย รัฐบาลจำเป็นต้องเร่งแก้ไขทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยมาตรการเร่งด่วนที่สำคัญคือการเจรจาอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานราชการจีนเพื่อหาข้อสรุปในการอนุมัติการส่งออก รวมถึงการตรวจสอบมาตรฐานและกระบวนการผลิตให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของตลาดส่งออก ในขณะเดียวกัน การส่งเสริมการตลาดภายในประเทศภายใต้นโยบาย "ไทยทำ ไทยใช้ ไทยช่วยไทย" จะช่วยระบายผลผลิตลดความล้นตลาด นอกจากนี้ การพัฒนาการแปรรูปลำไย เช่น การทำลำไยอบแห้ง น้ำลำไย และผลิตภัณฑ์แปรรูปอื่น ๆ จะสร้างมูลค่าเพิ่มและขยายโอกาสทางธุรกิจ การจัดการเรื่องแรงงานก็เป็นประเด็นสำคัญในการรองรับฤดูเก็บเกี่ยว โดยการผลักดันแรงงานชายแดนเข้าสู่ระบบที่ถูกต้องจะเพิ่มความมั่นใจในการจัดหากำลังคนอย่างเพียงพอและลดความเสี่ยงจากปัญหาด้านแรงงานผิดกฎหมาย นอกจากนี้ยังควรร่วมมือกับหน่วยงานความมั่นคงและแรงงานในการหามาตรการระยะยาว เพื่อสร้างเสถียรภาพของแรงงานเกษตรในพื้นที่ การเปิดตลาดใหม่อย่างอินเดียและตลาดอื่น ๆ รวมถึงการส่งเสริมการประชาสัมพันธ์ผลผลิตลำไยและผลไม้อื่น ๆ ของไทย จะช่วยลดการพึ่งพาตลาดจีนที่อาจเผชิญกับข้อจำกัดทางกฎระเบียบและความขัดแย้งทางการเมือง การเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวเพื่อสร้างรายได้เสริมให้กับจังหวัดจันทบุรีถือเป็นอีกกลยุทธ์ที่สำคัญ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่และช่วยบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศในภูมิภาค โดยรวมแล้ว การแก้ไขปัญหาการค้าชายแดนและลำไย ต้องอาศัยความร่วมมือของทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ เอกชน และชุมชนอย่างต่อเนื่อง เพราะความเดือดร้อนของเกษตรกรและชุมชนในจังหวัดจันทบุรีไม่อาจรอช้าได้ การทำงานร่วมกันอย่างจริงจัง ไม่แบ่งฝ่ายการเมือง และใช้ทรัพยากรและนโยบายอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ จะเป็นกุญแจสำคัญที่จะนำไปสู่ความสำเร็จในการสร้างเสถียรภาพให้กับตลาดลำไยและเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างยั่งยืน