ประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา

เรื่อง พายุ “คาจิกิ”

และฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณประเทศไทย

ฉบับที่ 15 (218/2568)

------------------------

เมื่อเวลา 04.00 น. ของวันนี้ (26 ส.ค. 68) พายุโซนร้อนกำลังแรง “คาจิกิ” ได้ลดกำลังลงเป็นพายุโซนร้อนแล้วบริเวณ แขวงบอลิคำไซ ประเทศลาว โดยมีศูนย์กลางอยู่ห่างประมาณ 40 กิโลเมตร ไปทางทิศเหนือของจังหวัดบึงกาฬ

หรือที่ละติจูด 18.7 องศาเหนือ ลองจิจูด 103.8 องศาตะวันออก มีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 75 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พายุนี้กำลังเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตก ด้วยความเร็วประมาณ 15 กิโลเมตรต่อชั่วโมง คาดว่าจะอ่อนกำลังลงเป็นพายุดีเปรสชันเข้า

ปกคลุมประเทศลาวและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนของประเทศไทยในช่วงเช้าวันนี้ หลังจากนั้นจะอ่อนกำลังลง

เป็นหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงก่อนเคลื่อนเข้าปกคลุมภาคเหนือ บริเวณจังหวัดน่านในช่วงเย็นวันนี้

จากอิทธิพลดังกล่าว ทำให้บริเวณภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนมีฝนตกหนักถึงหนักมาก

หลายพื้นที่ กับมีลมแรง โดยเฉพาะบริเวณที่ใกล้กับเส้นทางเดินพายุ ได้แก่จังหวัดเลย หนองคาย บึงกาฬ สกลนคร นครพนม อุดรธานี หนองบัวลำภู เชียงราย พะเยา น่าน แพร่ อุตรดิตถ์ และลำปาง สำหรับภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก จะได้รับผลกระทบทางอ้อมจากพายุ

ขอให้ประชาชนในบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมาก ลมแรง และฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิด

น้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่ม

จังหวัดที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากฝนตกหนักถึงหนักมาก มีดังนี้

วันที่ 26 สิงหาคม 2568

วันที่ 26 สิงหาคม 2568

ภาคเหนือ: จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง พะเยา น่าน แพร่ อุตรดิตถ์ พิจิตร

พิษณุโลก และเพชรบูรณ์

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: จังหวัดเลย หนองคาย บึงกาฬ หนองบัวลำภู อุดรธานี สกลนคร นครพนม

ชัยภูมิ ขอนแก่น และกาฬสินธุ์

ภาคกลาง: จังหวัดนครสวรรค์ อุทัยธานี ลพบุรี สระบุรี และกาญจนบุรี

ภาคตะวันออก: จังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด

ภาคใต้: จังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ระนอง พังงา และภูเก็ต

วันที่ 27 สิงหาคม 2568

ภาคเหนือ: จังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง สุโขทัย และตาก

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: จังหวัดเลย และหนองคาย

ภาคกลาง: จังหวัดอุทัยธานี กาญจนบุรี และราชบุรี

ภาคตะวันออก: จังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี จันทบุรี และตราด

ภาคใต้: จังหวัดระนอง และพังงา

สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันตอนบนและอ่าวไทยตอนบนมีกำลังค่อนข้างแรง โดยมีคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และหลีกเลี่ยงการเดินเรือบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง ส่วนเรือเล็กในบริเวณดังกล่าวควรงดออกจากฝั่ง ส่วนประชาชนบริเวณชายฝั่งภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตกตอนบนระมัดระวังจากคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่งไว้ด้วย

ขอให้ประชาชนติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด และสามารถติดตามข้อมูลที่เว็บไซต์ กรมอุตุนิยมวิทยา http://www.tmd.go.th หรือโทร 0-2399-4012-13 และ 1182 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ประกาศ ณ วันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2568 เวลา 05.00 น.

กรมอุตุนิยมวิทยาจะออกประกาศฉบับต่อไปในวันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2568 เวลา 11.00 น.

(ลงชื่อ) สุกันยาณี ยะวิญชาญ

(นางสาวสุกันยาณี ยะวิญชาญ)

อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา

2025/8/25 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมพายุโซนร้อนคาจิกิที่กำลังส่งผลกระทบต่อประเทศไทยนั้น เห็นได้ชัดว่าภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนได้รับผลกระทบหนักที่สุด โดยกรมอุตุนิยมวิทยาได้ออกประกาศเตือนให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีโอกาสเกิดฝนตกหนักถึงหนักมากและลมแรงที่อาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาและพื้นที่ลุ่ม นอกจากนี้ คลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันตอนบนและอ่าวไทยตอนบนก็มีระดับความรุนแรงสูง คลื่นทะเลสูง 2-3 เมตร และบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงกว่า 3 เมตร ชาวเรือจึงควรหลีกเลี่ยงการเดินเรือและเรือเล็กงดออกจากฝั่งเพื่อความปลอดภัย สำหรับจังหวัดที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากฝนตกหนักในวันที่ 26-27 สิงหาคม 2568 ครอบคลุมหลายจังหวัดในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก เช่น เชียงใหม่ เชียงราย น่าน เลย หนองคาย บึงกาฬ อุดรธานี ขอนแก่น นครสวรรค์ ระยอง พังงา และภูเก็ต โดยนักท่องเที่ยวและประชาชนทั่วไปควรติดตามข้อมูลและอัปเดตข่าวสารจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างต่อเนื่องผ่านเว็บไซต์และสายด่วน 24 ชั่วโมง ในช่วงเวลานี้ การเตรียมความพร้อมรับมือกับสภาพอากาศแปรปรวนเป็นสิ่งจำเป็น โดยประชาชนควรจัดเก็บสิ่งของมีค่าให้ปลอดภัย เตรียมน้ำดื่ม อาหาร และยาสำหรับใช้ในกรณีฉุกเฉิน รวมถึงหลีกเลี่ยงการเดินทางในพื้นที่เสี่ยง น้ำท่วม น้ำป่าไหลหลาก และลมกรรโชกแรง เพื่อป้องกันอุบัติเหตุและภัยพิบัติทางธรรมชาติที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว การศึกษาเส้นทางและพื้นที่เสี่ยงภัยล่วงหน้า ช่วยลดความเสียหายและเพิ่มความปลอดภัยให้กับชีวิตและทรัพย์สินได้อย่างมีประสิทธิภาพ การปฏิบัติตามคำแนะนำจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมอุตุนิยมวิทยาและหน่วยงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจะช่วยให้ทุกคนผ่านพ้นสถานการณ์พายุครั้งนี้ไปได้อย่างปลอดภัย