“ไทยคู่ฟ้า” รายงานสถานการณ์เช้านี้ รัฐบาล ใช้เวทีสหประชาชาติ UN ให้กัมพูชายอมรับความจริงที่ต้องไม่มีกับระเบิดและการลักลอบเข้ามาวางในอธิปไตยของไทยอีกต่อไป

ขณะที่สถานการณ์ชายแดน 7 จังหวัด เมื่อคืนจนถึงเช้านี้ ไม่มีเหตุการณ์ใดๆ รัฐบาลยังคงจัดกำลังพร้อมรับสถานการณ์ในทุกพื้นที่

ขณะที่รัฐบาลแถลงต่อองค์การสหประชาชาติ UN ประณาม กัมพูชา ยังคงวางทุ่นระเบิดซ้ำซาก ชี้ละเมิดอธิปไตยและกฎหมายระหว่างประเทศ กระทบสันติภาพชายแดน ชัดเจน พร้อมเดินหน้าเรียกร้องให้ประชาคมโลกกดดันกัมพูชา ต้องทำใหัแนวชายแดนปลอดภัย ปราศจากกับระเบิด

วันนี้ (วันศุกร์ที่ 29 สิงหาคม 2568) เวลา 07.00 น. นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา (ศบ.ทก.) รายงานว่า สถานการณ์ชายแดน 11 จุด ใน 7 จังหวัด ยังไม่มีเหตุการณ์ใดๆ

ด้าน ศบ.ทก. และกองทัพไทย ยังคงตรึงกำลังและเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อป้องกันการรุกล้ำอธิปไตยในทุกรูปแบบของกัมพูชา

ขณะที่รัฐบาลไทย ได้ประณามอย่างรุนแรง ต่อเหตุการณ์ลักลอบเข้ามาวางกับระเบิดในพื้นที่อธิปไตยของประเทศไทย เป็นเหตุให้กำลังพลปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนได้เหยียบกับระเบิด PMN-2 ในเขตประเทศไทย จนได้รับบาดเจ็บ ซึ่งนับเป็นครั้งที่ 6 ที่กัมพูชาลักลอบเข้ามาวางกับระเบิดสังหารบุคคลอย่างไร้มนุษยธรรม

โดย นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งได้เข้าร่วมประชุมกับผู้แทนของประเทศและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในกรอบอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล (Anti-Personnel Mine Ban Convention: APMBC) เมื่อวันพุธที่ 27 สิงหาคม 2568 ที่สำนักงานสหประชาชาติ UN ในนครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยได้เน้นย้ำต่อที่ประชุมฯ ว่า รัฐบาลไทยเสียใจต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจากการที่ทหารไทยได้รับบาดเจ็บสาหัสจนถึงทุพพลภาพ จากระเบิด PMN-2 ที่กัมพูชา ยังมีอยู่ในครอบครอง นับเป็นการละเมิดอธิปไตยและกฎหมายระหว่างประเทศอย่างชัดเจน โดยประเทศไทยได้ยื่นเรื่องนี้ต่อสหประชาชาติ UN พร้อมเรียกร้องให้ประชาคมโลกกดดันกัมพูชา ให้ยอมรับการแก้ไขปัญหาในการมีและวางกับระเบิดดังกล่าว ทั้งนี้ รัฐบาลไทยพร้อมให้ความร่วมมือในระดับทวิภาคีและกับสหประชาชาติ UN เพื่อสร้างสันติภาพและแนวชายแดนที่ปลอดภัยและปราศจากกับระเบิด นายจิรายุ กล่าว

2025/8/29 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมสถานการณ์ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นหัวข้อที่ได้รับความสนใจจากสาธารณชนเป็นอย่างมาก โดยรัฐบาลไทยได้ใช้เวทีสหประชาชาติ (UN) เป็นช่องทางหลักในการเรียกร้องให้กัมพูชายุติการวางกับระเบิดที่ละเมิดอธิปไตยไทย พร้อมเน้นย้ำถึงความสำคัญของการรักษาความสงบและความปลอดภัยบริเวณเขตชายแดน การใช้ทุ่นระเบิด PMN-2 ซึ่งเป็นอาวุธที่หลายประเทศได้ทำข้อตกลงยกเลิกใช้งานในกรอบอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล (Anti-Personnel Mine Ban Convention: APMBC) กลายเป็นปัญหาที่สร้างความสูญเสียแก่กำลังพลไทย โดยกรณีนี้ถือเป็นเหตุการณ์ที่ 6 ที่เกิดขึ้นจากการลักลอบวางกับระเบิดในเขตอธิปไตยของไทย ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างชัดเจน ในระหว่างการประชุม UNSC ที่นครเจนีวา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทยได้แสดงความกังวลต่อสถานการณ์ดังกล่าว พร้อมเรียกร้องให้ประชาคมโลกช่วยกันกดดันกัมพูชาให้ปฏิบัติตามข้อกำหนดสากลในการระงับการใช้ระเบิด และหาแนวทางแก้ไขปัญหาเพื่อสร้างแนวชายแดนที่ปลอดภัยปราศจากอาวุธร้ายแรงนี้ ทางด้านความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน ไทยยังคงวางกำลังอย่างเข้มงวดตลอด 24 ชั่วโมงเพื่อป้องกันการล้ำเส้นและโจมตีต่าง ๆ โดยความร่วมมือระหว่างกองทัพและศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา เป็นการบูรณาการกำลังที่สำคัญในการรักษาความสงบ ทั้งนี้ รัฐบาลไทยยังย้ำว่าพร้อมทำงานร่วมกับสหประชาชาติและภาคีระหว่างประเทศเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ยั่งยืนและยืนยันสิทธิอธิปไตยของประเทศ สถานการณ์นี้นอกจากจะเป็นประเด็นด้านความมั่นคงแล้ว ยังสะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายในการจัดการกับอาวุธระเบิดที่ยังคงตกค้างในพื้นที่เป็นจำนวนมาก ซึ่งมีผลกระทบในมิติของสิทธิมนุษยชนและความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ชายแดนด้วย ผู้คนในชุมชนชายแดนจึงมีความหวังว่ารัฐบาลและประชาคมโลกจะเร่งหาทางแก้ไขปัญหานี้ เพื่อคืนชีวิตที่สงบสุขและปลอดภัยอย่างถาวรแก่พื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา