สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล พร้อมด้วย พระราชชนนีศรีสังวาลย์ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา และสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนินออกจากกรุงเทพฯ โดยเรือหลวงแม่กลองจากท่าราชวรดิฐ ในวันที่ ๑๔ มกราคม พ.ศ. ๒๔๘๑ และไปเปลี่ยนเรือที่เกาะสีชัง เสด็จประทับเรือซีแลนเดียต่อไปจนถึงท่ามาเซลล์ต่อด้วยการเสด็จโดยทางรถไฟถึงเมืองโลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในวันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๘๑ เพื่อศึกษาต่อเนื่อง

แต่แล้วสงครามโลกครั้งที่ ๒ ได้อุบัติขึ้นเมื่อวันที่ ๓ กันยายน พ.ศ. ๒๔๘๒ เหตุการณ์ในทวีปยุโรปมีความตึงเครียดมาก การประทับ ณ พระตำหนักวิลล่าวัฒนาระหว่างสงครามโลกครั้งที่ ๒ จึงมิได้แตกต่างไปจากความเป็นอยู่ของชาวสวิสอื่นๆ เลย ค่าครองชีพที่สูงมาก เนื่องจากขาดแคลนเครื่องอุปโภคบริโภค พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระราชชนนี สมเด็จพระเชษฐภคินีและสมเด็จพระราชอนุชา มิได้วางพระองค์ผิดแปลกไปจากชาวสวิสเลย สมเด็จพระราชชนนีทรงทำเนยและแยมเองด้วย

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงศึกษาอยู่ที่เอกอล นูเวลล์ ในเมืองโลซานน์ จนถึง พ.ศ. ๒๔๘๔ และเข้าเป็นนักเรียนประจำจนจบชั้นมัธยมปลาย เมื่อพ.ศ. ๒๔๘๖ ในพระชนมายุ ๑๖ พรรษา ทรงเข้าศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาในคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยโลซานน์ เสด็จพระราชดำเนินไปมหาวิทยาลัยด้วยจักรยานเพราะช่วงสงครามน้ำมันมีน้อย ทรงเข้าศึกษาคณะนิติศาสตร์ได้ ๒ ปี และทรงสอบไล่อนุปริญญา (Semi Doctorat en Droit) และปรากฎว่าทรงสอบผ่านและได้คะแนนอย่างงดงามจนได้รับความชมเชย ระหว่างการปิดภาคเรียนฤดูร้อนยังทรงฝึกฝนภาษาอังกฤษ ภาษาไทย ขนบธรรมเนียมประเพณีไทย พระพุทธศาสนา และประวัติศาสตร์ไทย สงครามมีความยืดเยื้อยาวนานราว ๖ ปี สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระราชชนนี สมเด็จพระเชษฐภคินีและสมเด็จพระราชอนุชา ทรงประทับอยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์จนกระทั่งสงครามสงบลง

สภาพบ้านเมืองในประเทศไทยยังคงได้รับผลกระทบจากสงครามซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เจริญพระชนมายุครบ ๒๐ พรรษาบริบูรณ์ ทรงบรรลุนิติภาวะ สามารถประกอบพระราชกรณียกิจบริหารราชการแผ่นดินด้วยองค์เองได้แล้ว รัฐบาลจึงกราบบังคมทูลอัญเชิญเสด็จพระราชดำเนินกลับประเทศไทย เพื่อครองราชย์และแก้ไขปัญหาทางการเมืองที่ต้องทรงพระราชวินิจฉัยด้วยองค์เอง และขอพระราชทานให้ทรงพระราชทานวินิจฉัยรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งรัฐสภาร่างเสร็จแล้ว เพื่อลงพระปรมาภิไธยพระราชทานให้ใช้เป็นหลักในการปกครองสืบไป แต่เนื่องด้วยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชประสงค์ศึกษาวิชากฎหมายและเศรษฐศาสตร์ให้สำเร็จ จึงตัดสินพระทัยเสด็จกลับมาเยี่ยมประชาชนเป็นการชั่วคราว ข่าวการเสด็จนิวัติสู่ประเทศไทยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนำความปิติยินดีและความชื่นฉ่ำในจิตใจให้แก่ประชาชนคนไทยเป็นอย่างมาก เนื่องด้วยพระองค์จากประเทศไทยไปนานถึง ๗ ปี

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระบรมราชชนนี และสมเด็จพระราชอนุชา เสด็จออกจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๘๘ โดยเครื่องบินทหารของรัฐบาลอังกฤษการเดินทางไปยังประเทศไทยใช้เวลา ๖ วัน เพราะการบินนั้น จะบินตอนกลางวันและตอนกลางคืนจะหยุดพักค้างตามสถานที่ต่าง ๆ จนเสด็จถึงสนามบินดอนเมือง ในวันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๘๘ ในวันนั้น สนามบินดอนเมืองเต็มไปด้วยผู้คนที่ไปรอรับเสด็จพระมหากษัตริย์ที่ประทับอยู่แดนไกล สายตาทุกคู่จับจ้องไปที่ประตูเครื่องบิน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก้าวพระบาทลงเหยียบพื้นแผ่นดินไทย พร้อมด้วย สมเด็จพระบรมราชชนนี และสมเด็จพระราชอนุชา ทรงเปิดพระมาลาเมื่อได้ยินเสียงเพลงสรรเสริญพระบารมี

ในครั้งนี้ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไม่ใช่พระมหากษัตริย์พระองค์น้อยอย่างที่เคยเห็นกันในครั้งก่อน แต่เป็นพระมหากษัตริย์หนุ่มที่สง่างามทั้งพระรูป พระโฉมเป็นที่เจริญตา พระเมตตาคุณพระกรุณาคุณปรากฎชัดในแววพระเนตรและสีพระพักตร์ จากนั้น นายปรีดี พนมยงค์ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ได้กราบบังคมทูลถวายพระราชภารกิจเพื่อทรงรับปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญในฐานะที่ทรงเป็นประมุข ในโอกาสนั้นด้วย โดยความตอนหนึ่งของนายปรีดี พนงยงค์ กล่าวว่า “...กราบบังคมทูลพระกรุณา โดยอาศัยประกาศประธานสภาผู้แทนราษฎรลงวันที่ ๒๐ กันยายน พ.ศ. ๒๔๘๘ ว่าความเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ของข้าพระพุทธเจ้าได้สิ้นสุดลงตั้งแต่ขณะนี้เป็นต้นไป ข้าพระพุทธเจ้าขอถวายพระพรให้ใต้ฝ่ายละองธุลีพระบาท เสด็จในราชสมบัติวัฒนาสถาพรเป็นมิ่งขวัญของประชาชนและประเทศชาติในระบอบประชาธิปไตย ตามรัฐธรรมนูญชั่วกัลปาวสาน...”

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสตอบ “ข้าพเจ้ามีความยินดีที่ได้กลับมาสู่พระมหานคร เพื่อบำเพ็ญพระกรณียกิจตามหน้าที่ของข้าพเจ้าต่อประชาชนและประเทศชาติ ข้าพเจ้าขอขอบใจท่านเป็นอันมากที่ได้ปฏิบัติกรณียกิจแทนข้าพเจ้ามาด้วยความซื่อสัตย์สุจริตต่อข้าพเจ้าและประเทศชาติ ข้าพเจ้าขอถือโอกาสนี้แสดงไมตรีจิตในคุณงามความดีของท่านที่ได้ส่งเสริมความเจริญรุ่งเรืองให้แก่ประเทศชาติและ ช่วยบำรุงรักษาความเป็นเอกราชของชาติไว้” ต่อมาได้เสด็จโดยรถยนต์พระที่นั่งไปยังพระบรมมหาราชวังซึ่งทางราชการจัดพระที่นั่งบรมพิมานถวายเป็นที่ประทับ เมื่อเสด็จถึงพระบรมมหาราชวังเสด็จไปนมัสการพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร พระพุทธปฏิมากรและทรงสดับพระสงฆ์เจริญชัยมงคลคาถา เสด็จถวายพระบังคมพระบรมอัฐิสมเด็จพระบรมราชบุพการีตามขัตติยราชประเพณี จากนั่นเสด็จไปเฝ้าสมเด็จพระพันวสาอัยยิกาเจ้า ณ วังสระปทุม

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงตั้งพระราชหฤทัยจะประทับอยู่ในกรุงเทพฯ ประมาณ ๑ เดือน และจะเสด็จกลับให้ทันการเปิดภาคเรียนในกลางเดือนมกราคม พ.ศ. ๒๔๘๙ แต่พระราชกิจน้อยใหญ่หลั่งไหลเข้ามาและเป็นสิ่งสำคัญต่อประเทศชาติและพสกนิกร ทรงเยี่ยมเยียนพบปะประชาชนอย่างใกล้ชิดและพระราชทานความหวังดีแก่ชาวไทยตลอดเวลาที่ประทับอยู่ในประเทศไทย

การเสด็จนิวัติประเทศไทย ให้ประชาชนได้ชื่นชมพระบารมีของพระมหากษัตริย์ที่เสด็จคืนสู่แผ่นดินไทยในครั้งนี้ เสมือนน้ำทิพย์ชโลมใจให้ประชาชนได้มีความสุขใจ และเบิกบานแช่มชื่นกันทั่วหน้า

#เฉลิมเกียรติพระบารมี๑๐๐ปีพระอัฐมรามาธิบดินทรราชา

#ยุวกษัตริย์พระผู้อยู่ในใจไทยตลอดกาล

#เสด็จนิวัติประเทศไทยศูนย์รวมใจราษฎร

2025/9/9 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมในช่วงเวลาที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล เสด็จไปศึกษาต่อที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ในปี พ.ศ. 2481 พระองค์และพระบรมวงศานุวงศ์ได้ประสบกับความยากลำบากในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างแท้จริง การดำเนินชีวิตที่เรียบง่ายเหมือนชาวสวิสทั่วไป เช่น การทำเนยและแยมเอง หรือการเดินทางด้วยจักรยานเพราะน้ำมันมีจำกัด เป็นตัวอย่างความงดงามของการทรงงานด้วยความอดทนและเสียสละ ภาพถ่ายขาวดำที่ปรากฏจากการ OCR ของบทความ ยิ่งตอกย้ำความทรงจำถึงพระองค์ในฉลองพระองค์เครื่องแบบทหารเรือ พร้อมเหตุการณ์สำคัญในอดีตที่แสดงให้เห็นถึงพระราชจิตใจที่มุ่งมั่นในการรับราชการและปกป้องประเทศชาติ แม้ต้องเผชิญกับภัยสงครามทั่วโลก เมื่อเสด็จนิวัติประเทศไทยในปี พ.ศ. 2488 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสแสดงถึงพระราชหฤทัยอันมุ่งมั่นจะรับใช้ประชาชนและประเทศชาติอย่างเต็มที่ การกลับมาของพระองค์ครั้งนี้เหมือนเป็นน้ำทิพย์ที่ชโลมใจและทำให้ประชาชนไทยได้เห็นความหวังและความยั่งยืนภายใต้การนำของพระมหากษัตริย์ผู้ทรงมีพระเมตตากรุณาอย่างลึกซึ้ง ในฐานะผู้ที่ได้ศึกษาประวัติศาสตร์พระมหากษัตริย์ไทย ข้าพเจ้ารู้สึกซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณและความเป็นผู้นำที่ทรงคุณค่า การติดตามเรื่องราวเหล่านี้จึงเป็นแรงบันดาลใจให้เรารักและหวงแหนประวัติศาสตร์ไทย ทั้งยังเป็นบทเรียนเกี่ยวกับความอดทนและความรับผิดชอบในหน้าที่ของตนเอง

3 ความคิดเห็น

รูปภาพของ นายกิตติธัช นามเมืองปัก โก้
นายกิตติธัช นามเมืองปัก โก้

ทรงพระเจริญ ขอรับ และประชาชนชาวไทยจะอยู่เคียงข้างพระองค์เพื่อเป็นกำลังใจให้พระองค์ นั้น ทรงได้สืบสานพระราชปณิธานต่อไป ด้วยความรักแก่พสกนิกรชาวไทย ด้วยหัวใจที่รักชาติ บ้านเมือง ❤️🥰✨

รูปภาพของ jeep
jeep

❤️❤️❤️❤️❤️