มทบ.25 ตรวจสภาพอาคารเรียนก่อนการส่งมอบให้กับโรงเรียนบ้านโคกกรม ต.จีกแดก อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์

(16 ก.ย. 68) พล.ต.ไชยนคร กิจคณะ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 25 / ผู้อำนวยการศูนย์บรรเทาสาธารณภัยมณฑลทหารบกที่ 25 มอบหมายให้ พ.อ.ธนาคม เลื่อนทอง หก.กกร.มทบ.25 พร้อมด้วยจิตอาสา 904 จิตอาสาพระราชทาน ประชาชนจิตอาสา ลงพื้นที่ ณ โรงเรียนบ้านโคกกรม ต.จีกแดก อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ เพื่อตรวจสภาพความเรียบร้อยของอาคารเรียนก่อนส่งมอบให้กับโรงเรียน

มทบ.25 ได้ดำเนินการจัดชุดช่างจิตอาสา ร่วมด้วย คุณนิรินวัน ผู้บริหารระดับสูง บริษัท ศิริวัฒนา อินเตอร์พริ้น จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นประชาชนจิตอาสาในการสนับสนุนงบประมาณ พร้อมเครื่องมือเข้าซ่อมแซมอาคารเรียน จำนวน 3 หลัง ซึ่งเกิดความเสียหายจากเหตุการณ์ปะทะไทย - กัมพูชา จึงทำอาคารเรียนและระบบสาธารณูปโภค

พังเสียหาย

ชุดช่างจิตอาสา มทบ.25 เข้าดำเนินการตั้งแต่วันที่ 6 - 16 ก.ย. 68 โดยปัจจุบันดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว จึงได้สำรวจ และตรวจสอบความเรียบร้อยของอาคารต่าง ๆ รวมถึงระบบสาธารณูปโภค ก่อนส่งมอบต่อไป

นายกิตติศักดิ์ เพ่งเล็งดี ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านโคกกรม ผู้ใหญ่บ้าน และผู้นำชุมชน ร่วมตรวจสภาพความพร้อมก่อนส่งมอบ ทั้งนี้ คณะครูอาจารย์ และนักเรียนโรงเรียนบ้านโคกกรม จำนวน 146 คน รู้สึกขอบคุณทีมงาน

จิตอาสา กองทัพบก กองทัพภาคที่ 2 มณฑลทหารบกที่ 25 และ บริษัท ศิริวัฒนาอินเตอร์พริ้น จำกัด (มหาชน) รวมถึงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกคนที่เห็นความสำคัญของการศึกษาและอนาคตของเยาวชน ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญของประเทศต่อไปในภายภาคหน้า

2025/9/18 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมการซ่อมแซมและตรวจสภาพอาคารเรียนที่โรงเรียนบ้านโคกกรม ต.จีกแดก อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ครั้งนี้มีความหมายอย่างมากต่อชุมชนและเยาวชนในพื้นที่ เพราะนอกจากจะฟื้นฟูอาคารเรียนที่ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ปะทะแล้ว ยังช่วยสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยในสถานที่เรียนรู้ให้กับนักเรียนและครูผู้สอนอีกด้วย ความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่เพียงส่งผลกระทบต่อโครงสร้างอาคารเท่านั้น แต่ยังมีผลต่อระบบสาธารณูปโภค เช่น ไฟฟ้า ประปา และสิ่งอำนวยความสะดวกอื่น ๆ ซึ่งการเข้าตรวจสอบความเรียบร้อยและซ่อมแซมโดยช่างจิตอาสาที่มีความชำนาญ พร้อมด้วยการสนับสนุนงบประมาณและอุปกรณ์จากบริษัทเอกชนที่เป็นประชาชนจิตอาสา ส่งผลให้อาคารเรียนทั้ง 3 หลังกลับมาใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ การมีส่วนร่วมของผู้นำชุมชน ผู้บริหารโรงเรียน และจิตอาสากองทัพบก รวมถึงประชาชนทั่วไป สะท้อนถึงความสำคัญของการทำงานร่วมกันเพื่อพัฒนาการศึกษาในพื้นที่ห่างไกลและสถานการณ์พิเศษเช่นนี้ ความร่วมมือดังกล่าวเป็นตัวอย่างที่ดีในการสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบการศึกษาท้องถิ่นและช่วยส่งเสริมให้เด็กนักเรียนได้รับโอกาสเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ปลอดภัย และมีคุณภาพ นอกจากนี้ การให้ความสำคัญกับอนาคตของเยาวชนในพื้นที่ เป็นการลงทุนเพื่อพัฒนาศักยภาพบุคลากรในอนาคตซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญของประเทศในระยะยาวทั้งนี้ การดำเนินโครงการในลักษณะนี้ ไม่เพียงแต่ฟื้นฟูสภาพแวดล้อมทางกายภาพเท่านั้น แต่ยังส่งเสริมให้เด็กนักเรียนรู้จักคุณค่าของการมีส่วนร่วม และความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนของตนเองด้วย จากเหตุการณ์และการดำเนินการครั้งนี้ เราสามารถเรียนรู้บทเรียนสำคัญว่า การประสานงานร่วมกันระหว่างภาคราชการ ภาคเอกชน และชุมชน เป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยเสริมสร้างความมั่นคงและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ต่าง ๆ ให้ได้รับการดูแลที่ดี มีความปลอดภัย และเอื้ออำนวยต่อความเจริญรุ่งเรืองทางการศึกษาในระยะยาว