รมว.ดีอี เข้ม! เลิกตั้งรับ รุกอัดยาแรง 3 มาตรการลุยปราบสแกมเมอร์

นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ให้ความสำคัญ เอาจริงเอาจังต่อการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมออนไลน์ ที่มีรูปแบบหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการหลอกลวงประชาชนทางออนไลน์ในลักษณะต่าง ๆ การเผยแพร่ข่าวปลอมหรือข้อมูลเท็จผ่านสื่อออนไลน์ การพนันออนไลน์ รวมถึงการกระทำความผิดที่เกี่ยวข้องกับเงินได้จากอาชญากรรมทางเทคโนโลยี

โดยตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้กระทรวงดีอี เร่งรัดดำเนินการมาตรการเชิงรุกในการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยการบูรณาการทำงานร่วมกันระหว่างทุกภาคส่วน ตามแนวทางหลัก 3 ด้านสำคัญ ดังนี้

1. มาตรการเชิงรุก ตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ต - โทรศัพท์มือถือในพื้นที่ตามชายแดนอย่างเด็ดขาด พร้อมยกระดับการตรวจจับการลักลอบเชื่อมต่อสัญญาณ พร้อมลงโทษเด็ดขาดกับผู้ที่เกี่ยวข้อง

2. เร่งรัดบูรณาการข้อมูลร่วมกันระหว่างศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ศปอท.) หรือศูนย์ AOC 1441 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เป็นแนวทางสากลมากยิ่งขึ้น ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเชื่อมโยงข้อมูล เพื่อวิเคราะห์ข้อมูล พยากรณ์แนวโน้มการเกิดอาชญากรรมออนไลน์ และการติดตามเส้นทางการเงินของผู้กระทำผิด รวมถึงการเร่งคืนเงินให้ผู้เสียหาย โดยจัดทำระบบฐานข้อมูลกลางเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลอาชญากรรมทางเทคโนโลยีแบบเรียลไทม์ และแสดงผลผ่าน Dashboard เพื่อใช้เตือนภัยประชาชนและสนับสนุนการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

3.การปรับปรุงกฎหมาย ศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งหน่วยงานเฉพาะด้าน เช่น Cyber Fraud Agency เพื่อทำหน้าที่กำกับและบูรณาการการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีระหว่างภาครัฐและเอกชน เพิ่มบทลงโทษการกระทำผิดทางกฎหมายให้รุนแรง และรัดกุมยิ่งขึ้น

#nbtconnext #สแกมเมอร์

2025/10/21 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมในยุคดิจิทัลที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวัน อาชญากรรมทางออนไลน์โดยเฉพาะสแกมเมอร์ถือเป็นปัญหาที่ประชาชนและภาครัฐต้องให้ความสำคัญอย่างเร่งด่วน รัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมทำงานเชิงรุกเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์ โดยเน้นมาตรการสำคัญ 3 ด้านเพื่อรับมือกับความท้าทายที่เพิ่มขึ้นในทุกมิติ ด้านแรกคือการตัดสัญญาณโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ตในพื้นที่ชายแดน เพื่อลดโอกาสการใช้ประโยชน์จากช่องโหว่การติดต่อสื่อสารโดยผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นแหล่งสำคัญของการลักลอบส่งข้อมูลเพื่อกระทำผิด สำหรับมาตรการนี้ยังรวมถึงการใช้เทคโนโลยีตรวจจับและลงโทษผู้กระทำผิดอย่างเด็ดขาด ต่อมาคือการบูรณาการข้อมูลจากหลากหลายหน่วยงาน เช่น ศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ศปอท.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสำนักงานคณะกรรมการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ เพื่อสร้างระบบฐานข้อมูลกลางที่ทำงานแบบเรียลไทม์ ประสานงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมระบบ Dashboard เตือนภัยให้ประชาชนรับมือกับความเสี่ยงและช่วยติดตามเส้นทางการเงินของผู้กระทำผิดไปจนถึงการเร่งคืนเงินให้กับผู้เสียหาย สุดท้ายคือการปรับปรุงกฎหมายและศึกษาความเป็นไปได้ในการตั้งหน่วยงานเฉพาะกิจเช่น Cyber Fraud Agency เพื่อทำหน้าที่กำกับดูแลและประสานงานระหว่างภาครัฐและเอกชน เพิ่มความรุนแรงของบทลงโทษ เติมความเข้มงวดเพื่อให้กฎหมายสอดคล้องกับภัยจากไซเบอร์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว มาตรการเหล่านี้สะท้อนถึงความพยายามของรัฐบาลที่จะยกระดับความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์อย่างเป็นระบบ ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและธุรกิจไทย พร้อมรับมือกับปัญหาสแกมเมอร์ที่สร้างความเสียหายทั้งด้านเศรษฐกิจและความน่าเชื่อถือในโลกออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น