กรมศิลปากร ชี้! โบราณสถานไม่ควรถูกใช้เป็นพื้นที่ทางทหาร ย้ำ มีศักยภาพซ่อมแซมบูรณะได้ตราบใดที่ยังอยู่ในแผ่นดินไทย

นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร เปิดเผยผ่านการแถลงข่าวของศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ระบุว่า ตามหลักกติกาสากลพื้นที่โบราณสถานไม่ควรถูกใช้เป็นที่ตั้งหรือฐานปฏิบัติการทางทหาร ซึ่งทำให้เกิดความเสี่ยงที่จะได้รับความเสียหายจากการสู้รบ

.

อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์ขณะนี้ มีข้อบ่งชี้ว่า ฝ่ายกัมพูชาได้ดัดแปลงพื้นที่โบราณสถาน เช่น บริเวณปราสาทตาควาย เพื่อใช้ประโยชน์ทางทหาร นำไปสู่การใช้อาวุธและก่อให้เกิดความเสียหายแก่โบราณสถานในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา

.

อธิบดีกรมศิลปากร ยืนยันว่า กรมศิลปากร ศักยภาพ องค์ความรู้ ประสบการณ์ และเทคโนโลยีในการฟื้นฟูและบูรณะปราสาทตาควาย รวมถึงโบราณสถานต่าง ๆ ให้กลับมามีความมั่นคง แข็งแรง และใกล้เคียงสภาพสมบูรณ์ดังเดิม โดยมีตัวอย่างความสำเร็จจากการบูรณะโบราณสถานสำคัญในอดีต อาทิ ปราสาทพนมรุ้ง ปราสาทพิมาย และปราสาทสด๊กก๊อกธม ประกอบกับปัจจุบันมีเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาสนับสนุนจึงขอให้ประชาชนมั่นใจได้ว่า กรมศิลปากรสามารถบูรณะฟื้นฟูโบราณสถานในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบให้กลับมาคืนสภาพได้อย่างแน่นอน

.

อย่างไรก็ตาม กรมศิลปากรมีอำนาจดำเนินการบูรณะเฉพาะโบราณสถานที่ตั้งอยู่ในเขตประเทศไทยเท่านั้น โดยย้ำว่า ตราบใดที่โบราณสถานยังอยู่บนผืนแผ่นดินไทย กรมศิลปากรสามารถเข้าไปซ่อมแซมและบูรณะได้อย่างเต็มศักยภาพ ซึ่งที่ผ่านมาได้พิสูจน์แล้วว่า โบราณสถานทุกแห่งที่อยู่ในเขตแดนอธิปไตยของไทย ได้รับการดูแลให้อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์และมั่นคง

.

“กรมศิลปากรมีอำนาจที่จะบูรณะเฉพาะโบราณสถานที่ตั้งในประเทศไทยเท่านั้น หากแม้นเราเสียดินแดนที่เป็นปราสาทเหล่านี้ไป กรมฯก็ไม่สามารถที่จะทำอะไรได้เลย แต่ตราบใดที่แผ่นดินนั้นเป็นของเรา เมื่อเหตุการณ์สงบเราสามารถที่จะบูรณะให้กลับมาได้ดังเดิมหรือสมบูรณ์มากกว่าเดิม”

2025/12/15 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมการรักษาและฟื้นฟูโบราณสถานถือเป็นหัวใจสำคัญของการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมที่สะท้อนประวัติศาสตร์และอารยธรรมของชาติ กรมศิลปากรได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการไม่ใช้โบราณสถานเป็นพื้นที่ทางทหารตามหลักกติกาสากล เนื่องจากการใช้พื้นที่ดังกล่าวในทางทหารอาจก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อโบราณสถานทั้งจากการปะทะและการถอนกำลัง โดยเฉพาะในกรณีของปราสาทตาควาย ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา มีรายงานว่าถูกฝ่ายกัมพูชาใช้เป็นฐานทหารและมีการใช้อาวุธ ทำให้โบราณสถานมีความเสี่ยงต่อการถูกทำลาย กรมศิลปากรจึงได้ย้ำว่าเทคโนโลยีและองค์ความรู้ที่ทันสมัยในปัจจุบันสามารถนำมาใช้ฟื้นฟูโบราณสถานเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้ว่าจะได้รับความเสียหายจากสถานการณ์สู้รบในพื้นที่ ตัวอย่างความสำเร็จจากการบูรณะโบราณสถานสำคัญ เช่น ปราสาทพนมรุ้ง ปราสาทพิมาย และปราสาทสด๊กก๊อกธม ได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถและประสบการณ์ของกรมศิลปากรในการฟื้นฟูมรดกทางวัฒนธรรมให้กลับมาแข็งแรงและสมบูรณ์เหมือนเดิม ทำให้ประชาชนมีความมั่นใจว่าโบราณสถานในเขตแดนไทยยังคงได้รับการดูแลอย่างดีและพร้อมจะได้รับการฟื้นฟูหากเกิดความเสียหาย อย่างไรก็ตาม กรมศิลปากรยังคงมีอำนาจในการบูรณะโบราณสถานเฉพาะพื้นที่ที่อยู่บนแผ่นดินไทยเท่านั้น ซึ่งหมายความว่าหากโบราณสถานใดถูกยึดครองหรืออยู่นอกเขตแดนไทย กรมฯ จะไม่สามารถเข้าไปดูแลหรือซ่อมแซมได้ จึงขอความร่วมมือทุกฝ่ายในการรักษาอธิปไตยและเคารพโบราณสถานเหล่านี้ เพื่อให้สามารถคงไว้ซึ่งมรดกทางวัฒนธรรมของชาติสืบไปในอนาคต ในช่วงเวลาที่ความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดนยังคงอยู่ การให้ความสำคัญกับการคุ้มครองโบราณสถานเป็นเรื่องที่ต้องได้รับการสนับสนุนจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคประชาชน และประชาคมระหว่างประเทศ เพื่อปกป้องมรดกสำคัญที่เป็นตัวแทนของชาติและวัฒนธรรมไทยที่ไม่สามารถทดแทนได้