# “สิทธิ ความเสมอภาค และศักดิ์ศรีของสตรี”

นายกรัฐมนตรี กล่าวเนื่องในวันสตรีสากล ประจำปี พ.ศ. 2569 “สิทธิ ความเสมอภาค และศักดิ์ศรีของสตรี” คือรากฐานสำคัญของสังคมประชาธิปไตย และการพัฒนาที่ยั่งยืน

(8 มี.ค. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวคำปราศรัยสารเนื่องในวันสตรีสากล ประจำปี พ.ศ. 2569 ใจความว่า

เนื่องในวันที่ 8 มีนาคม เป็น “วันสตรีสากล” ขอส่งความปรารถนาดีไปยังสตรีไทยทั่วประเทศ รวมถึงผู้ที่ทำงานด้านการพัฒนาสตรีที่ได้ร่วมกันเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมไทยให้ก้าวหน้าอย่างมีคุณภาพ วันสตรีสากล ไม่ได้เป็นเพียงวันแห่งการแสดงความยินดีเท่านั้น แต่เป็นวันที่ประชาคมโลกกำหนดขึ้น เพื่อช่วยกันย้ำเตือนว่า “สิทธิ ความเสมอภาค และศักดิ์ศรีของสตรี” คือรากฐานสำคัญของสังคมประชาธิปไตย และการพัฒนาที่ยั่งยืน

ตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ผู้หญิงทั่วโลกได้ร่วมกันต่อสู้เพื่อให้ได้รับการยอมรับอย่างเท่าเทียม ทั้งในครอบครัว สถานที่ทำงาน และในเวทีสาธารณะ วันนี้จึงไม่ได้เพียงรำลึกถึงการต่อสู้เหล่านั้น แต่ต้องเดินหน้าสานต่อให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น เพราะสังคมที่เข้มแข็ง คือสังคมที่ทุกคนมองเห็นคุณค่าของกันและกัน และสนับสนุนการนำคุณค่าเหล่านั้น มามีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคม

สำหรับปีนี้ รัฐบาลกำหนดแนวคิดหลักสำหรับวันสตรีสากลว่า “สิทธิ ความยุติธรรม และเสียงของผู้หญิง : สู่สังคมที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” ซึ่งแสดงถึงการให้ความสำคัญกับการสนับสนุนให้ผู้หญิงมีที่ยืนอย่างทัดเทียม และมีโอกาสในการใช้ศักยภาพของตนอย่างเต็มที่ มีโอกาสในการมีส่วนร่วมกำหนดนโยบาย และทิศทางของการพัฒนาประเทศ

นายกรัฐมนตรี เชื่อมั่นว่า สตรีไทยมีศักยภาพอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะในบทบาทผู้นำ นักธุรกิจ นักวิชาการ เกษตรกร แรงงานในทุกสาขาอาชีพ หรือในฐานะแม่และผู้ดูแลครอบครัว ทุกบทบาทล้วนมีคุณค่า และเป็นส่วนเติมเต็มสังคมของเราให้มีความสมบูรณ์

“เนื่องในโอกาสวันสตรีสากล ขออำนวยพรให้สตรีไทยทุกคนมีความสุข มีสุขภาพกาย และใจที่เข้มแข็ง มีความมั่นใจในคุณค่าของตนเอง และก้าวเดินไปข้างหน้าด้วยความภาคภูมิใจ เพื่อเป็นแบบอย่างและแรงบันดาลใจให้กับเด็กหญิงทั้งหลายซึ่งเป็นลูกหลานของเรา ที่จะก้าวขึ้นมาเป็นพลังอันสำคัญของประเทศของเราในอนาคตต่อไป”

3/8 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมการตระหนักถึงสิทธิ ความเสมอภาค และศักดิ์ศรีของสตรีไม่ได้เป็นเพียงช่วงเวลาหนึ่งในปฏิทินเท่านั้น แต่เป็นเรื่องที่ทุกคนในสังคมควรให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่อง ในฐานะผู้หญิงคนหนึ่งที่ได้มีโอกาสเห็นและสัมผัสถึงการเปลี่ยนแปลงในสังคมไทย พื้นที่ของผู้หญิงในสังคมผ่านหลายทศวรรษที่ผ่านมาได้ขยายกว้างขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในด้านการศึกษา การทำงาน และการมีส่วนร่วมทางการเมือง จากประสบการณ์ส่วนตัว การมีบทบาทที่หลากหลายทั้งในฐานะลูกจ้างและแม่บ้าน ทำให้เห็นชัดเจนว่าโอกาสไม่ได้มีให้เท่าเทียมเสมอไป หากแต่มีช่องว่างที่ยังต้องปิดอยู่ เพราะฉะนั้น ความพยายามจากภาครัฐและภาคประชาสังคมอย่างที่นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงในการผลักดันสิทธิและเสียงของผู้หญิง จึงเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่ไม่เพียงแต่ปลุกจิตสำนึก แต่ยังช่วยเปิดประตูโอกาสที่เท่าเทียมกันให้กับสตรีทุกคน นอกจากนี้ การเน้นเรื่อง "สังคมที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง" เป็นแนวทางที่ช่วยขจัดความเหลื่อมล้ำและสร้างสังคมที่ทุกคนได้รับการยอมรับและมีคุณค่าไม่ว่าจะอยู่ในสถานะใด การผลักดันให้ผู้หญิงสามารถแสดงศักยภาพเต็มที่ ไม่ว่าจะในฐานะผู้นำ นักธุรกิจ หรือแม่บ้าน ล้วนเป็นส่วนสำคัญในการสร้างสรรค์และพัฒนาสังคมโดยรวม สุดท้ายนี้ การสนับสนุนผู้หญิงในทุกบทบาท ควรเป็นเรื่องที่เราทุกคนร่วมมือกัน เพื่อสร้างอนาคตที่ทุกคนได้รับโอกาสที่เท่าเทียมและสังคมที่เข้มแข็ง คือสังคมที่ผู้หญิงและผู้ชายเดินไปข้างหน้าร่วมกันอย่างภาคภูมิใจ