สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระราชทานสัมภาษณ์พิเศษกับสำนักข่าว Associated Press (AP) ณ พระราชวังไกลกังวล อำเภอหัวหิน เมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๒๒ ทรงแสดงความห่วงใยต่อความแตกต่างทางเศรษฐกิจและสังคมระหว่างประชาชนส่วนใหญ่ที่ยากจน ซึ่งเป็นชาวไร่ชาวนา กับคนในเมืองที่มีฐานะดีกว่า โดยความไม่เท่าเทียมดังกล่าว ประกอบกับการทุจริตคอร์รัปชัน เป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่ช่องว่า งทางสังคม และส่งผลต่อการก่อเกิดของกลุ่มคนที่ได้รับอิทธิพลทางความคิดแบบคอมมิวนิสต์
“ถ้าหากท่านไม่สามารถกำจัดความยากจนออกไปได้ ท่านก็จะไม่สามารถสร้างสันติภาพให้กับประเทศนี้ได้”
พระองค์ทรงมีพระราชดำรัสด้วยสำเนียงภาษาอังกฤษที่งดงาม ไร้ที่ติ
ที่มา: https://www.thaivision.com/queen-sirikit-1932-2025.html
แปลโดย สมเกียรติ อ่อนวิมล
#คณะกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ
#สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง
จากพระราชดำรัสของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถที่พระราชทานให้กับสำนักข่าว Associated Press เมื่อปี พ.ศ. 2522 สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนและทรงตระหนักอย่างลึกซึ้งคือปัญหาความยากจนและความไม่เท่าเทียมในสังคมไทยที่ส่งผลต่อความมั่นคงและสันติภาพของประเทศ โดยพระองค์ทรงเน้นย้ำว่าหากไม่สามารถกำจัดความยากจนได้ ประเทศก็ไม่สามารถมีสันติภาพที่แท้จริง ประสบการณ์ในหลายทศวรรษหลังจากพระราชดำรัสดังกล่าว ยิ่งตอกย้ำว่าเรื่องความยากจนและช่องว่างทางสังคมยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาประเทศไทยอย่างยั่งยืน แม้ว่าจะมีความก้าวหน้าด้านเศรษฐกิจในหลายช่วงเวลา อย่างไรก็ตาม ปัญหาทางเศรษฐกิจยังคงสะท้อนไปถึงความเหลื่อมล้ำทั้งในชนบทและเมืองที่ยังคงแตกต่างกันมาก ในฐานะคนที่ติดตามเรื่องราวเหล่านี้มาโดยตลอด ผมเห็นว่าความมุ่งมั่นที่จะลดความยากจนนั้นต้องมาจากหลายภาคส่วน ทั้งรัฐบาล ภาคเอกชน และชุมชนเอง การสร้างโอกาสทางการศึกษา การพัฒนาอาชีพในพื้นที่ชนบท และการมีส่วนร่วมของประชาชนคือหัวใจสำคัญ การป้องกันและแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันก็เป็นส่วนประกอบไม่แพ้กัน เพราะเมื่อทรัพยากรถูกจัดสรรอย่างไม่เป็นธรรม ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเปราะบางก็จะไม่ได้รับผลประโยชน์อย่างเหมาะสม นอกจากนี้ พระราชดำรัสยังสะท้อนถึงความสำคัญของการต่อสู้กับความคิดสุดโต่งที่เกิดจากช่องว่างทางสังคม ปัญหาคอมมิวนิสต์ในอดีตบ่งชี้ว่า เมื่อประชาชนรู้สึกว่าตนเองถูกทอดทิ้งจากสังคม ก็สามารถถูกชักนำโดยแนวคิดที่แปลกแยกได้ ดังนั้นการแก้ปัญหาความยากจนและความไม่เท่าเทียมจึงเป็นทางแก้ปัญหาการแตกแยกทางสังคมและการสร้างสันติภาพอย่างแท้จริง ในปัจจุบัน เราสามารถเรียนรู้จากพระราชดำรัสนี้เพื่อนำมาปรับใช้ในการบริหารประเทศและนโยบายสังคมให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อให้ทุกคนในสังคมไทยได้รับโอกาสในการพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างเท่าเทียมกัน สร้างสังคมที่สมานฉันท์ และบรรลุสันติภาพที่ยั่งยืนสำหรับประเทศชาติ

ขอน้อมกราบค่ะ