“ศุภมาส” ยกระดับงานคุ้มครองผู้บริโภคเชิงรุก ชูนโยบาย “สคบ. พลัส” 5 มิติ เล็งใช้ AI รับมือเศรษฐกิจยุคดิจิทัล

วันนี้ (30 เมษายน 2569) นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการในคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “วันคุ้มครองผู้บริโภคไทย ประจำปี พ.ศ. 2569” ณ ลานอเนกประสงค์ อาคารรัฐประศาสนภักดี (อาคาร B) ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถนนแจ้งวัฒนะ โดยประกาศเดินหน้ายกระดับระบบคุ้มครองผู้บริโภคเชิงรุกเต็มรูปแบบ สอดรับบริบทเศรษฐกิจดิจิทัล มุ่งสร้างความเป็นธรรม ลดภาระค่าครองชีพ และเสริมความเชื่อมั่นให้ประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม

นางสาวศุภมาส กล่าวว่า การคุ้มครองผู้บริโภคถือเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะในยุคดิจิทัลที่เอื้อให้การเข้าถึงสินค้าและบริการสะดวกยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันก็เพิ่มความเสี่ยงในรูปแบบใหม่ ทั้งด้านความปลอดภัย และความน่าเชื่อถือของข้อมูล โดย สคบ. ต้องปรับตัวเข้าไปหาประชาชน ไม่ต้องรอให้ประชาชนเดินเข้าหา และตระหนักว่าหน้าที่ของ สคบ. คือการดูแลประชาชนและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงโอกาสทางเศรษฐกิจได้อย่างปลอดภัยและเป็นธรรม

งานในปีนี้ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 29–30 เมษายน 2569 ภายใต้แนวคิดการขับเคลื่อน “นโยบาย สคบ. พลัส” ผ่านกรอบนโยบายสำคัญ 5 ด้าน

ประการแรก ยกระดับการทำงานเชิงรุก มุ่งป้องกันปัญหาก่อนเกิดความเสียหาย โดยให้ความสำคัญกับการสร้างความรู้และเสริมศักยภาพให้ประชาชนสามารถปกป้องสิทธิของตนเองได้ตั้งแต่ต้นทาง

ประการที่สอง พัฒนาระบบบริการแบบเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) ผ่านการบูรณาการความร่วมมือของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การดำเนินการมีขั้นตอนที่ชัดเจน ระยะเวลาที่แน่นอน และสามารถแก้ไขปัญหาให้แล้วเสร็จอย่างเป็นธรรม

ประการที่สาม กำกับดูแลธุรกิจแพลตฟอร์มออนไลน์และ E-Commerce อย่างเข้มงวด โดยเน้นให้แพลตฟอร์มมีความรับผิดชอบร่วมต่อผู้บริโภค ไม่ใช่เพียงเป็นพื้นที่กลางในการซื้อขายสินค้า

ประการที่สี่ ยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภคด้วยเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) อาทิ การตรวจจับโฆษณาไม่เป็นธรรม การเฝ้าระวังสินค้าและบริการที่ผิดกฎหมาย การวิเคราะห์ข้อมูลเรื่องร้องเรียน และการติดตามพฤติกรรมผู้ประกอบการกลุ่มเสี่ยง พร้อมยกระดับการให้บริการประชาชนผ่านสายด่วน 1166 ให้สามารถเข้าถึงได้ตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงพัฒนา Chatbot “OCPB Connect” และเชื่อมโยงระบบรับเรื่องร้องเรียนกับแพลตฟอร์ม Traffy Fondue เพื่ออำนวยความสะดวกในการแจ้งปัญหาและติดตามสถานะได้อย่างต่อเนื่อง

และประการที่ห้า สคบ. เป็นองค์กรสีขาว ที่ยึดหลักธรรมาภิบาลในการดำเนินงาน โดยมุ่งเน้นความสุจริต โปร่งใส ตรวจสอบได้ และยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ปราศจากการทุจริต การเลือกปฏิบัติ และผลประโยชน์ทับซ้อน

“การขับเคลื่อนนโยบาย สคบ. พลัส จะต้องทำให้ประชาชนเข้าถึงการคุ้มครองได้จริง ไม่ใช่เพียงในเชิงกฎหมาย แต่ต้องเห็นผลในทางปฏิบัติ โดยยึดหลักความรวดเร็ว โปร่งใส และเป็นธรรม” นางสาวศุภมาส กล่าว

ทั้งนี้ ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากการซื้อสินค้าและบริการ หรือประสงค์ขอคำปรึกษา สามารถติดต่อได้ที่สายด่วน สคบ. 1166 หรือผ่านแอปพลิเคชัน OCPB Connect และเว็บไซต์ www.ocpb.go.th ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

//////

4/30 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมในยุคที่เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของคนไทยอย่างกว้างขวาง การคุ้มครองผู้บริโภคจึงต้องก้าวทันเพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงนี้อย่างจริงจัง นโยบาย "สคบ. พลัส" ที่เน้นการทำงานเชิงรุกและใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ถือเป็นแนวทางหนึ่งที่สร้างประโยชน์ให้กับผู้บริโภคอย่างแท้จริง จากประสบการณ์ส่วนตัว การที่มีช่องทางให้ร้องเรียนและได้รับคำปรึกษาได้สะดวก ตลอด 24 ชั่วโมง ผ่านสายด่วน 1166 หรือแอป OCPB Connect ทำให้เรามั่นใจมากขึ้นเมื่อเจอปัญหาที่เกี่ยวข้องกับสินค้าและบริการ ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางหรือรอคิว นอกจากนี้ การที่ระบบสามารถตรวจจับโฆษณาที่ไม่เป็นธรรมและเฝ้าระวังสินค้าผิดกฎหมายโดยอัตโนมัติ ก็ช่วยลดความเสี่ยงที่จะถูกหลอกลวงหรือได้รับข้อมูลผิดๆ ในโลกออนไลน์ได้ดี อีกประเด็นที่น่าสนใจคือการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐและแพลตฟอร์มต่างๆ ทำให้กระบวนการแก้ไขปัญหาดำเนินไปอย่างรวดเร็วและโปร่งใส ซึ่งในฐานะผู้บริโภค เราเห็นว่าระบบนี้ช่วยสร้างความเป็นธรรมและลดช่องว่างให้คนทั่วไปเข้าถึงสิทธิของตนเองได้มากขึ้น สำหรับผู้ที่มองหาแนวทางป้องกันตนเอง สิ่งสำคัญคือการเพิ่มพูนความรู้เกี่ยวกับสิทธิผู้บริโภคและวิธีการตรวจสอบข้อมูลอย่างรอบคอบ รวมถึงการใช้เครื่องมือที่ สคบ. จัดเตรียมไว้ให้ เช่น Chatbot "OCPB Connect" เพื่อประเมินและให้คำแนะนำอย่างทันเวลา สุดท้ายนี้ การยึดหลักธรรมาภิบาลของ สคบ. พร้อมความโปร่งใสและไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้ประชาชนเชื่อมั่นว่า การคุ้มครองผู้บริโภคในยุคดิจิทัลจะไม่ถูกละเลยและทุกคนจะได้รับความคุ้มครองที่เป็นธรรมอย่างทั่วถึง